เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
ดูทั้งหมด

สศช.ปรับจีดีพีโตชะลอ TDRI จี้รื้อโครงสร้างผลิต-สร้างงานดี

19 พ.ย. 2568 | 18:14น.
สศช. TDRI

เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการชะลอตัวมากขึ้นในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยตัวเลขที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศออกมาล่าสุด คือ ขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 2.8% ต่อปี ลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QOQ) ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 2.4% และทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2%

“ส่งออก-การผลิต” เริ่มชะลอตัว

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ในไตรมาส 3 การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกบริการลดลง ส่วนการส่งออกสินค้าชะลอตัว โดยการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.5% ชะลอลงจากขยายตัว 15% ในไตรมาสก่อนหน้า

“การส่งออกในไตรมาสนี้เริ่มมีสัญญาณผลกระทบจาก Reciprocal Tariffs ของสหรัฐที่เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัว 10.9% ชะลอลงจาก 14.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์”

ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 1.6% จากที่ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่มีการปิดซ่อมโรงกลั่น และปิดโรงงานผลิตยานยนต์ชั่วคราวเพื่อย้ายฐานการผลิตจากภาคกลางไปภาคตะวันออก

ทั้งนี้ กลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่กลุ่มการผลิตที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วง 30-60% ลดลงครั้งแรกในรอบ 2 ไตรมาสที่ 2% และกลุ่มการผลิตเพื่อส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 0.2%

ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3 เข้ามาในประเทศไทย 7.43 ล้านคน ลดลง 13.5%

Tariffs ทุบการค้าโลกปีหน้า

นางสาวอ้อนฟ้ากล่าวว่า จากมาตรการภาษีของสหรัฐ ทำให้ประเทศต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนตลาดส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ โดยลดการส่งออกไปยังสหรัฐ โดยเฉพาะจีนที่ส่งออกไปสหรัฐลดลงมาก ขณะที่ไทยยังมีการขยายตัว แต่ในอนาคตจะต้องประเมินผลกระทบอีกครั้ง เมื่อผลของ Tariffs มีมากขึ้น

“เดิมเราคาดว่าการส่งออกจะหดตัวลงค่อนข้างเยอะ ตอนเดือน ส.ค. เราประมาณการการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกที่ 2.7% แต่พบว่า การขยายตัวของการค้ายังมีอยู่ ซึ่งก็ปรับเป็น 3.4% ทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจาก 3% เป็น 3.2% ในปีนี้และปีหน้าปริมาณการค้าโลกคาดจะขยายตัว 2.3% และประมาณการเศรษฐกิจโลกโต 2.8%”

ไทยเสี่ยงถูกกีดกันการค้าจากสหรัฐ

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2% ชะลอตัวลงจาก 2.5% ในปี 2567 ส่วนในปี 2569 ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% ต่อปี (ค่ากลางที่ 1.7%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

7 ข้อเสนอแนะบริหาร ศก.ปี’68-69

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 1) การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating)

2) การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3) การดูแลภาคการเกษตร 4) การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญ (1) การลดต้นทุนการผลิต (2) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (3) การขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ (4) การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local Content) (5) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญ ๆ ของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 และ (6) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

5) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว (2) การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และ (3) การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปสหรัฐ

6) การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และ 7) การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

TDRI ชี้เศรษฐกิจไทยรั้งท้ายเอเชีย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ว่า ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง เคยเติบโตสูงถึง 7% ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไทยรั้งท้ายภูมิภาคเอเชีย เหลือนำหน้าเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ส่งผลให้คนยากจนเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้คนชนชั้นกลางก็เริ่มได้รับความเดือดร้อนแล้วเช่นเดียวกัน

โดยสาเหตุที่ไทยเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าได้ เกิดขึ้นจากการที่ไทยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อให้เห็นผลไว แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น ต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร

“รัฐบาลทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน”

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่า ระหว่างปี 2021-2024 การเติบโตต่อหัวของไทยเฉลี่ยเพียง 0.1% ต่ำจน “ไม่มีวันไล่ทันประเทศรายได้สูง” หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาการโตต่ำยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น 1.หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ของ GDP 2.ธนาคารไม่ปล่อยกู้ SMEs เพราะเสี่ยงหนี้เสีย 3.ภาครัฐต้องอุ้มหลายภาคส่วน ทั้งครัวเรือน เกษตรกร และธุรกิจ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง

ขณะที่ค่าจ้างแรงงานต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบแทนไปสู่ทุนนิยมมากกว่าแรงงาน

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ว่างงานสูง แต่เป็นประเทศที่คนทำงานแล้ว ‘รายได้ไม่พอ’ โดยแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทย คือ จะทำอย่างไรให้มีการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) เกิดขึ้น เพราะการสร้างงานที่ดีให้เกิดขึ้นนั้น จะต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต”

จี้เร่งปรับโครงสร้างการผลิต

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า โครงสร้างภาคการผลิตที่ต้องปรับปรุงมี 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภาคเกษตร โดยจะต้องเน้นไปสู่เกษตรที่อ่อนไหวกับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก หรือการทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้มีมูลค่าสูงขึ้น

2.ภาคบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ อย่างเช่นปัจจุบันที่ไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรีส์ของแพลตฟอร์ม Streaming ต่าง ๆ

และ 3.ภาคการผลิต โจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาด ถ้าจะแข่งขันได้ ผู้ประกอบการไทยต้องหาจุดเด่น อย่างเช่น การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทยเอง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ยังสามารถขายได้ในตลาดโลก

“โมเดลใหม่ เราจะต้องสร้างขึ้นมา ไม่ใช่มีไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทย เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้”

กระตุ้นระยะยาวที่ไม่ต้องใช้เงิน

ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ ขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบินของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล

“ฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีบางอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินด้วยซ้ำ เช่น การแก้ไขกฎระเบียบ ที่ทำให้ธุรกิจทำมาหากินได้ยาก หากทำได้ก็จะทำให้เกิดการลงทุนมาแบบฟรี ๆ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้จ่ายใด ๆ เลย นี่ก็เป็นนโยบาย Quick Big Win ที่เชียร์ให้รัฐบาลทำ” ประธาน TDRI กล่าว

นี่เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลนี้ ไปจนถึงรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป คงจะต้องเปิดใจรับฟัง เพื่อช่วยกันทำให้ประเทศไทยของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

TDRI จีดีพี (GDP) สศช.