เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการชะลอตัวมากขึ้นในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยตัวเลขที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศออกมาล่าสุด คือ ขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 2.8% ต่อปี ลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QOQ) ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 2.4% และทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2%
“ส่งออก-การผลิต” เริ่มชะลอตัว
นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ในไตรมาส 3 การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกบริการลดลง ส่วนการส่งออกสินค้าชะลอตัว โดยการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.5% ชะลอลงจากขยายตัว 15% ในไตรมาสก่อนหน้า
“การส่งออกในไตรมาสนี้เริ่มมีสัญญาณผลกระทบจาก Reciprocal Tariffs ของสหรัฐที่เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัว 10.9% ชะลอลงจาก 14.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์”
ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 1.6% จากที่ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่มีการปิดซ่อมโรงกลั่น และปิดโรงงานผลิตยานยนต์ชั่วคราวเพื่อย้ายฐานการผลิตจากภาคกลางไปภาคตะวันออก
ทั้งนี้ กลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่กลุ่มการผลิตที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วง 30-60% ลดลงครั้งแรกในรอบ 2 ไตรมาสที่ 2% และกลุ่มการผลิตเพื่อส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 0.2%
ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3 เข้ามาในประเทศไทย 7.43 ล้านคน ลดลง 13.5%
Tariffs ทุบการค้าโลกปีหน้า
นางสาวอ้อนฟ้ากล่าวว่า จากมาตรการภาษีของสหรัฐ ทำให้ประเทศต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนตลาดส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ โดยลดการส่งออกไปยังสหรัฐ โดยเฉพาะจีนที่ส่งออกไปสหรัฐลดลงมาก ขณะที่ไทยยังมีการขยายตัว แต่ในอนาคตจะต้องประเมินผลกระทบอีกครั้ง เมื่อผลของ Tariffs มีมากขึ้น
“เดิมเราคาดว่าการส่งออกจะหดตัวลงค่อนข้างเยอะ ตอนเดือน ส.ค. เราประมาณการการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกที่ 2.7% แต่พบว่า การขยายตัวของการค้ายังมีอยู่ ซึ่งก็ปรับเป็น 3.4% ทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจาก 3% เป็น 3.2% ในปีนี้และปีหน้าปริมาณการค้าโลกคาดจะขยายตัว 2.3% และประมาณการเศรษฐกิจโลกโต 2.8%”
ไทยเสี่ยงถูกกีดกันการค้าจากสหรัฐ
ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2% ชะลอตัวลงจาก 2.5% ในปี 2567 ส่วนในปี 2569 ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% ต่อปี (ค่ากลางที่ 1.7%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง
7 ข้อเสนอแนะบริหาร ศก.ปี’68-69
เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 1) การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating)
2) การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3) การดูแลภาคการเกษตร 4) การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญ (1) การลดต้นทุนการผลิต (2) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (3) การขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ (4) การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local Content) (5) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญ ๆ ของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 และ (6) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ
5) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว (2) การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และ (3) การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปสหรัฐ
6) การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และ 7) การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง
TDRI ชี้เศรษฐกิจไทยรั้งท้ายเอเชีย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ว่า ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง เคยเติบโตสูงถึง 7% ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไทยรั้งท้ายภูมิภาคเอเชีย เหลือนำหน้าเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ส่งผลให้คนยากจนเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้คนชนชั้นกลางก็เริ่มได้รับความเดือดร้อนแล้วเช่นเดียวกัน
โดยสาเหตุที่ไทยเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าได้ เกิดขึ้นจากการที่ไทยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อให้เห็นผลไว แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น ต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร
“รัฐบาลทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน”
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่า ระหว่างปี 2021-2024 การเติบโตต่อหัวของไทยเฉลี่ยเพียง 0.1% ต่ำจน “ไม่มีวันไล่ทันประเทศรายได้สูง” หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาการโตต่ำยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น 1.หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ของ GDP 2.ธนาคารไม่ปล่อยกู้ SMEs เพราะเสี่ยงหนี้เสีย 3.ภาครัฐต้องอุ้มหลายภาคส่วน ทั้งครัวเรือน เกษตรกร และธุรกิจ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง
ขณะที่ค่าจ้างแรงงานต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบแทนไปสู่ทุนนิยมมากกว่าแรงงาน
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ว่างงานสูง แต่เป็นประเทศที่คนทำงานแล้ว ‘รายได้ไม่พอ’ โดยแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทย คือ จะทำอย่างไรให้มีการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) เกิดขึ้น เพราะการสร้างงานที่ดีให้เกิดขึ้นนั้น จะต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต”
จี้เร่งปรับโครงสร้างการผลิต
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า โครงสร้างภาคการผลิตที่ต้องปรับปรุงมี 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภาคเกษตร โดยจะต้องเน้นไปสู่เกษตรที่อ่อนไหวกับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก หรือการทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้มีมูลค่าสูงขึ้น
2.ภาคบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ อย่างเช่นปัจจุบันที่ไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรีส์ของแพลตฟอร์ม Streaming ต่าง ๆ
และ 3.ภาคการผลิต โจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาด ถ้าจะแข่งขันได้ ผู้ประกอบการไทยต้องหาจุดเด่น อย่างเช่น การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทยเอง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ยังสามารถขายได้ในตลาดโลก
“โมเดลใหม่ เราจะต้องสร้างขึ้นมา ไม่ใช่มีไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทย เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้”
กระตุ้นระยะยาวที่ไม่ต้องใช้เงิน
ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ ขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบินของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล
“ฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีบางอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินด้วยซ้ำ เช่น การแก้ไขกฎระเบียบ ที่ทำให้ธุรกิจทำมาหากินได้ยาก หากทำได้ก็จะทำให้เกิดการลงทุนมาแบบฟรี ๆ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้จ่ายใด ๆ เลย นี่ก็เป็นนโยบาย Quick Big Win ที่เชียร์ให้รัฐบาลทำ” ประธาน TDRI กล่าว
นี่เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลนี้ ไปจนถึงรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป คงจะต้องเปิดใจรับฟัง เพื่อช่วยกันทำให้ประเทศไทยของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน