คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อการเกิดอุทกภัยอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีได้ มาในปี 2568 ก็เช่นกัน แม้จะไม่ใช่ปีที่เกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา” หรือ “ฝนมากน้ำมาก” แต่ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับอิทธิพลของพายุที่พัดผ่านเข้ามาในภูมิภาคหลายต่อหลายลูกติด ๆ กัน ส่งผลให้เกิดภาวะ “น้ำท่วม” เป็นวงกว้างมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ในขณะที่ผู้มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำต่างก็กังวลในข้อที่ว่า จะเริ่มพร่องน้ำจาก อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั่วประเทศเมื่อไหร่ และจะต้องพร่องในปริมาณที่เท่าใด จึงจะไม่เกิด “ความเสี่ยง” ในการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งของปี 2569
ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเกินกว่าครึ่งของความจุอ่างมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ขณะที่ปริมาณพายุที่พัดผ่านเข้าสู่บริเวณประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลง แต่กลับมีความถี่ของพายุเพิ่มขึ้น ล่วงมาจนถึงช่วงต้นของไตรมาส 4/2568 พายุก็ยังพัดผ่านเข้าประเทศติด ๆ กัน การรับน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เริ่มใกล้จะเต็มความจุ ปริมาณน้ำใช้การได้ใกล้เคียงจุดสูงสุด
ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต้องเร่งระบายน้ำออกให้ได้สัดส่วนกับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่าง ขนาดที่ทุ่งรับน้ำ หรือแก้มลิง 2 ฝั่งเจ้าพระยา ไล่ลงมาตั้งแต่พิษณุโลก จนถึงพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำเต็มทุ่ง ไม่ได้สัดส่วนกับการระบายน้ำออกไหลลงสู่อ่าวไทย
ดังนั้น ความเดือดร้อนจึงบังเกิดขึ้นกับผู้คน เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในทุ่งรับน้ำ ไปจนถึงชายขอบ เมื่อระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น สมทบกับปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีความจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จากระดับที่เคยระบายอยู่ตามปกติก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ลบ.ม./วินาที มาอยู่ในระดับ 2,600-2,700 ลบ.ม./วินาที พร้อมกับการเร่งระบายน้ำเข้าคลองรับน้ำทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาซ้ำเติมน้ำท่วมขังอยู่แล้วในทุ่งรับน้ำ ตั้งแต่พิษณุโลก พิจิตร ลพบุรี สระบุรี ป่าโมก อ่างทอง บางบาล ผักไห่ เสนา บางปะหัน และบริเวณโดยรอบ
แน่นอนว่าเกษตรกร และผู้พักอาศัย ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณทุ่งรับน้ำ ต้องจมอยู่กับสภาพน้ำท่วมมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน ขณะที่การระบายน้ำออกจากทุ่งยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือจากการระบายของเขื่อนหลักยังมีต่อเนื่อง จนกว่าปริมาณพายุฝนของปีนี้จะสิ้นสุด ซึ่งก็ล่วงเข้าสู่เดือนธันวาคมแล้ว
ดังนั้นรัฐบาลจึงได้พิจารณา “ทบทวน” ทั้งหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 9,000 บาทใหม่ ให้ครอบคลุมไปถึงผู้อยู่อาศัยบริเวณในพื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบติดต่อกัน 7 วัน และยังครอบคลุมไปถึงการ “เยียวยา” ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลายาวนานในฤดูฝนปีนี้แบบขั้นบันได ในอัตราครัวเรือนละ 5,000 บาท ไปจนกระทั่งถึง 20,000 บาท เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย โดยการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลนอกเหนือจากฤดูฝนปี 2568 แล้ว จึงควรที่จะใช้หลักเกณฑ์นี้ในปีต่อ ๆ ไปด้วย