Skip to content

เศรษฐกิจเชียงใหม่ Q3/68 โตต่ำ หอการค้าฯ ดัน 5 เมกะโปรเจ็กต์กระตุ้น

25 พ.ย. 2568 | 16:21น.
เศรษฐกิจเชียงใหม่ Q3/68 โตต่ำ หอการค้าฯ ดัน 5 เมกะโปรเจ็กต์กระตุ้น

หอการค้าเชียงใหม่ ชี้ เศรษฐกิจไตรมาส 3/68 โตต่ำกว่าคาด เดินหน้า 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องปลดล็อก เตือนผู้ประกอบการปี’69 จะเป็นปีแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ คาดแนวโน้มปี’69 เศรษฐกิจยังทรงตัว เตรียมนำสินค้าหัตถกรรม (Craft) บุกตลาดจีน-อินเดีย พร้อมดัน 5 เมกะโปรเจ็กต์กระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงาน หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้แถลงข่าว “รายงานการดำเนินงาน 6 เดือน ของคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สมัยที่ 25 และแนวทางการรับมือภาวะเศรษฐกิจ 2569” โดยมี ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สํานักงานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเชียงใหม่ไตรมาส 3 2568 (ระยะ 9 เดือน) เติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะรายได้เกษตรกร หดตัว 16.4% การท่องเที่ยวลดลง 1.1% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 1.4% การเบิกจ่ายภาครัฐ หดตัว 11.3% และการบริโภคภาคเอกชนลดลง 0.7%

ทั้งนี้ ภาคเกษตรในช่วง 9 เดือนของปีนี้ ถือว่ามีการหดตัวของรายได้เกษตรกรที่ค่อนข้างสูง ด้วยเพราะผลผลิตราคาพืชเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งเศรษฐกิจเชียงใหม่ขับเคลื่อนด้วยภาคการเกษตร ท่องเที่ยว-บริการ และภาคการค้า (Commerce Sector) หรือ (Whole Sale) สัดส่วนถึง 70% แม้ภาคท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แต่รายได้ยังไม่เต็มศักยภาพ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในเชียงใหม่ เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงเปิดเพิ่มหลายเมือง แต่ก็ถือว่ายังฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนของปี 2568 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัจจัยกำแพงภาษีทรัมป์ ที่กระทบต่อภาคการส่งออก นอกจากนี้ แม้เงินเฟ้อที่ลดลง 0.7% แต่ผู้บริโภคก็ยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายใช้จ่ายและการใช้จ่ายมีแนวโน้มลดลง และยังคงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อสถาบันการเงินได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ ด้านสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพและความไม่แน่นอน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง ซึ่งจะมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐลงสู่ภูมิภาค

ทั้งนี้ หอการค้ามองว่าเป็นสัญญาณที่สะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่อย่างชัดเจน ดังนั้น 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องปลดล็อกคือ 1.กับดักรายได้เกษตรกร 2.ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 3.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 4.ปัญหาภัยพิบัติ

ส่วนปัญหาหมอกควันและ PM 2.5 ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่หอการค้าเชียงใหม่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 4 เศรษฐกิจอาจจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เนื่องจากโครงการคนละครึ่ง พลัส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อย-เอสเอ็มอี และดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้มากขึ้น

ดร.กอบกิจกล่าวต่อว่า Foresight เศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าภาพข้างหน้าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังคงทรงตัว เพราะยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ต่อเนื่องมาจากปี 2568 โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2569 ทางหอการค้าฯ จะผลักดันโครงการสำคัญ ได้แก่

โครงการพัฒนาย่านกาดหลวง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตริมน้ำปิง พร้อมกับการส่งเสริมเศรษฐกิจให้ย่านเติบโตอย่างยั่งยืน 2.นำผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้า ไปเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งมี 2 ตลาดเป้าหมายคือ อินเดียและจีน โดยจะนำสินค้าหัตถกรรม (Craft) ของเชียงใหม่ไปบุก 2 ตลาดนี้ในปีหน้า

นอกจากนี้ หอการค้าฯ มีแผนเตรียมผลักดัน 5 เมกะโปรเจ็กต์ (Mega Projects) ในปี 2569 ดังนี้ 1.โครงการสนามบินแห่งที่ 2 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาค 3.โครงการระบบขนส่งมวลชนเชื่อมโยงในเขตเศรษฐกิจ 4.โครงการ NEC Valley ภายใต้กลุ่มระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ และ 5.โครงการ SMART CITY ซึ่งทั้ง 5 เมกะโปเจ็กต์เป็นการลงทุนระยะยาว แต่จะเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การค้า และอสังหาริมทรัพย์

ดร.กอบกิจกล่าวอีกว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 ที่คาดว่าจะยังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Health Tourism อาทิ ธุรกิจสุขภาพ (Health & Wellness), ธุรกิจการศึกษา ซึ่งเชียงใหม่มีโรงเรียนนานาชาติจำนวนมากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ล่าสุดในปี 2568 มีโรงเรียนนานาชาติขอใบอนุญาตเปิดกิจการเพิ่มอีก 8 แห่ง, ธุรกิจ Creative Economy คือการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และหัตถกรรมมูลค่าสูง และกลุ่มนวัตกรรมดิจิทัล

สำหรับข้อเสนอต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องเตรียมรับมือเศรษฐกิจในปี 2569 หอการค้าฯมองว่า 1.ผู้ประกอบการต้องหารูปแบบในการให้บริการใหม่ ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ปรับตัวด้วยการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการคุณภาพสูงขึ้น เช่น ธุรกิจ Health & Wellness ที่ต้องเพิ่มบริการด้านการตรวจสุขภาพ ความงาม อาหาร และกีฬา เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาอยู่เชียงใหม่นานขึ้น 7-10 วัน

2.ผู้ประกอบการภาคการเกษตร เป็นกลุ่มเปราะบางและน่าเป็นห่วง ต้องปรับตัวโดยยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้ควบคุมตลาดด้วยตัวเอง ต้องเร่งปรับตัวให้ผู้ประกอบการด้านเกษตรกลับมาเป็นผู้ควบคุมตลาดสินค้าเกษตร อาจต้องมีการจัดตั้งศูนย์กลางสินค้าเกษตรในภาคเหนือ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการค้าขายรูปแบบใหม่ ๆ และให้เกษตรกรปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิต ภายใต้ต้นทุนที่เราสามารถควบคุมได้

3.การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของจังหวัด โดยทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวจะเป็นเป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนาและปรับตัวในปี 2569