SET ผันผวนปลายปี นักลงทุนรอทิศทางดอกเบี้ย-หวังแรงพยุงจากมาตรการรัฐ
SET กลับเข้าสู่โหมด Wait & See หลังจากรีบาวนด์แรงในช่วงก่อนหน้า เดือน พ.ย. พลิกปิดลบกว่า 4% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายซบเหลือเพียงราว 3.5 หมื่นล้านบาท ปัจจัยกำหนดทิศทางสำคัญยังอยู่ที่การประชุมเฟดสัปดาห์หน้า ซึ่งทั่วโลกจับตาว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ขณะเดียวกันตลาดยังคาดหวังแรงพยุงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้าย
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ตลาดไทยเดือนพฤศจิกายนจะผันผวนจากปัจจัยกดดันทั้งในและต่างประเทศ แต่ในไตรมาส 4/2568 ยังมีโอกาสรับแรงพยุงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่แนวโน้มระยะยาวของการลงทุนทั่วโลกยังมีทิศทางที่เอื้อต่อการกระจายเงินทุนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ตลาดไทยต้องติดตามต่อไป
โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายพอร์ตออกจากหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ ไปยังตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แม้กระแสเงินทุนดังกล่าวยังไม่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างเด่นชัด แต่ถือเป็นเทรนด์ระยะยาวที่ต้องจับตา ขณะที่กระแสการลงทุนในเมกะเทรนด์อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงอยู่ แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทที่มีการกู้เงินเพื่อรองรับการลงทุนจำนวนมาก ทำให้ตลาดมีความระมัดระวังมากขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลก โดยภาวะการลงทุนทั่วโลกยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แม้สถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐ จะสิ้นสุดลง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนยังขาดหาย ขณะที่ตลาดคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 มีโอกาสสูงที่ Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านจากกรรมการบางส่วนที่กังวลต่อมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ ที่อยู่ในระดับสูง แม้ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐ อย่าง NASDAQ จะยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าช่วงวิกฤต Dot-Com ปี 2543 และนักวิเคราะห์ยังประเมินว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในสหรัฐ จะยังขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ปิดที่ 1,256.69 จุด ลดลง 4.0% จากเดือนก่อนหน้า และลดลง 10.2% นับตั้งแต่ต้นปี การปรับตัวลดลงครั้งนี้สวนทางกับช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่ดัชนีเคยรีบาวนด์ขึ้นแรง ปัจจัยกดดันในประเทศของตลาดไทยมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3/2568 ที่ชะลอตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพียง 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ปรับลดลง นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทจดทะเบียนในหลายหมวดธุรกิจ อีกทั้งสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อำเภอหาดใหญ่ ส่งผลต่อภาคการค้า การส่งออก และการท่องเที่ยว ซ้ำเติมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
ตัวเลขการซื้อขายในเดือนพฤศจิกายนสะท้อนแรงกดดันเช่นกัน โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 34,323 ล้านบาท ลดลง 22.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 41,908 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 12,559 ล้านบาท ทำให้ยอดขายสุทธินับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 113,298 ล้านบาท แต่ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดด้วยสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย 54.20% ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 29.06% นักลงทุนสถาบันในประเทศ 10.88% และบริษัทหลักทรัพย์ 5.85%
เดือนพฤศจิกายนยังมีหุ้นใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวม 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง (SMO) และบริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT) ในตลาด SET และบริษัท MMM แคปปิตอล (MMM) และบริษัท ลอนดรี้ ยู (WASH) ในตลาด mai
ด้านมูลค่าตลาด Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 11.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นในเอเชียที่ 14.6 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 11.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 16.4 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ที่ 4.01% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 2.93%
ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพฤศจิกายนมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 329,001 สัญญา ลดลง 19.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยลดลงเด่นชัดในกลุ่ม Single Stock Futures, SET50 Index Futures และ Gold Online Futures ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 413,695 สัญญา ลดลง 14.5% จากปีก่อน
อย่างไรก็ดี ยังเห็นเงินทุนไหลเข้าในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาการขายสุทธิของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะลดลงในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี