64 ปี “มูลนิธิเอสซีจี” มุ่งมั่นพัฒนาคน ให้โอกาสทางการศึกษา สร้างสังคมคุณภาพให้มีทั้งคนเก่งและคนดี
มูลนิธิเอสซีจี (SCG Foundation) เป็นองค์กรสาธารณกุศล ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของ “คน” ด้วยเชื่อว่า “คน” คือ “ทรัพยากร” ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ
ก่อตั้งขึ้นหลังจากเอสซีจีดำเนินธุรกิจมาครบ 50 ปี มีเงินตั้งต้นส่วนหนึ่งมาจากนายช่างต่างชาติที่มอบให้ก่อนกลับประเทศเพื่อให้เอสซีจีนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม จากนั้นเอสซีจีจึงสมทบทุนเพิ่มและจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิอย่างเป็นทางการในปี 2508

“ชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี” กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี ระบุว่า ภารกิจหลักของมูลนิธิฯ ตลอด 64 ปีที่ผ่านมาคือ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรีให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีมุ่งมั่นในด้านการศึกษาแต่ขาดทุนทรัพย์ และเด็กที่อยู่ในถิ่นททุรกันดารทั่วประเทศ
โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มูลนิธิฯ ให้ทุนการศึกษาไปแล้ว 107,317 ทุน รวมมูลค่า 1,157 ล้านบาท หรือจำนวน 1,932 ทุนต่อปี

ผลักดัน Learn to Earn “เรียนรู้เพื่ออยู่รอด”
“ชุติพันธ์” เล่าว่า ในอดีตมูลนิธิฯ จะให้ทุนระยะยาวแบบให้เปล่า ไม่มีภาระผูกพัน โดยดูแลตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนจบปริญญาตรี แต่เมื่อบริบทหลายอย่างเปลี่ยนไป ทั้งเทคโนโลยี การแข่งขัน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ฯลฯ ส่งผลโดยตรงกับภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติของการศึกษา ที่มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน
โดยเฉพาะยุคหลังโควิดที่พบปัญหาว่าเด็กเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือทักษะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน มูลนิธิฯ จึงทบทวนและสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาด้วยแนวคิด “Learn to Earn” (การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด) ให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มี Mindset ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
พร้อมทั้งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในยุคปัจจุบันและอนาคต ทั้ง Hard Skills (ทักษะวิชาชีพ) และ Soft Skills (ทักษะด้านอารมณ์และการเข้าสังคม) ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น

เพิ่มให้ทุนหลักสูตรระยะสั้น “เรียนเร็ว จบเร็ว มีงานทำ”
ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มูลนิธิเอสซีจีจึงมุ่งให้ความสำคัญกับการให้ทุนการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน อาทิ หลักสูตรด้านสาธารณสุขและการแพทย์ หลักสูตรด้านอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-curve หลักสูตรด้านเทคโนโลยี IT และหลักสูตรส่งเสริมอาชีพทั่วไป โดยร่วมกับพันธมิตรในการรองรับการจ้างงาน
โดยหลักสูตรระยะสั้นนี้จะเรียนจบภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี “เรียนเร็ว จบเร็ว มีงานทำ” โดยที่ผ่านมาทำมาแล้วหลายหลักสูตร อาทิ ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยทันตแพทย์ นักบริบาล นวดแผนไทย ช่างเอนกประสงค์ การปลูกพืช การเลียงสัตว์เศรษฐกิจ เป็นต้น

รวมถึงตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างบุคลากรสายช่าง โดยให้การสนับสนุนทุนการศึกษาในสาขาช่างอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี 2556 และเพิ่มการให้ทุนการศึกษาอาชีวะมือชน คนสร้างชาติในสาขาบริการ
“นี่คือโมเดลการสร้างงาน สร้างรายได้ และลดภาระของแพทย์ พยาบาล โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าทักษะวิชาชีพติดตัวสามารถสร้างการอยู่รอดได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปนั่งเรียนในระบบมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว”

ขยายทุนให้บุตรผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม
“เขมณัฏฐ์ พัฒนเมธาวัฒน์” Manager Scholarship and Relationship Management ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของรูปแบบของทุนการศึกษาว่า ทุนการศึกษาที่มูลนิธิเอสซีจีสนับสนุนนั้นนอกจากให้กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีมุ่งมั่นในด้านการศึกษาแต่ขาดทุนทรัพย์และเด็กที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศแล้ว ยังมอบให้บุตรของผู้ผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม หรือผู้ที่เสียสละเพื่อสังคม เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างเช่น เช่น บุตรเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า, บุตรของนักข่าว (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) รวมถึงลูกของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น บุตรของพยาบาลโรงพยาบาลน้ำปาดที่ประสบอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินเสียชีวิตขณะเดินทางไปช่วยผู้ป่วย, บุตรของผู้อำนวยการโรงเรียนพะดงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ ที่เอาตัวเป็นตัวประกันแทนเด็กนักเรียนเพื่อปกป้องนักเรียนจากคนร้ายที่บุกเข้ามาในโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งมูลนิธิฯ มองว่าคนทำงานลักษณะนี้เป็นกลุ่มที่ทำประโยชน์ต่อสาธารณะ
“เราจะมีคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลในหลากหลายแง่มุม และมีเครือข่ายระดับพื้นที่คอยช่วยส่งข้อมูลเคสที่น่าสนใจเข้ามาให้พิจารณาคัดเลือก”

“เขมณัฏฐ์” บอกว่า ณ ปัจจุบันมีจำนวนรวมเยาวชนที่ได้รับโอกาสจากมูลนิธิเอสซีจีไปแล้วประมาณ 60,000 – 70,000 คน ในจำนวนนี้รวมทุนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) ที่มูลนิธิฯ มอบให้บุตรนักข่าวผ่านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2551 โดยที่ผ่านมามอบทุนไปแล้วรวม 184 คน ใช้งบประมาณสะสม 17.67 ล้านบาท ปัจจุบันมีนักเรียนที่กำลังรับทุนอยู่ในระบบจำนวน 82 คน

มุ่งปั้นสังคมคุณภาพ เป็นทั้ง “คนเก่งและคนดี”
ด้าน “สุทธินุช กาญจนะวณิชย์” Head of Strategic Planning and Innovation Management มูลนิธิเอสซีจีเสริมว่า ภาระกิจการดูแลเด็กนักเรียนทุนจำนวนมากนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยทีมงานของมูลนิธิฯ จำนวน 18 คน และเทคโนโลยี AI โดยปรับเปลี่ยนระบบจากการเก็บเอกสารกระดาษมาเป็นระบบออนไลน์ และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจเอกสาร รวมถึงใช้ Bot มาช่วยตอบคำถาม เพื่อลดภาระงานเอกสารและคืนเวลาให้คนทำงานได้มีเวลาไปพูดคุยทำความเข้าใจเด็กมากขึ้น
“การทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยี AI ครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อลดบทบาทของคน แต่เพื่อคืนเวลาให้ทีมทำงานได้โฟกัสกับการรับฟัง เข้าใจปัญหา และคิดค้นโครงการใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ความท้าทายใหญ่ในการบริหารยุคนี้คือ การที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมูลนิธิเอสซีจีเองได้มุ่งเน้นส่งเสริม Soft Skills ที่สำคัญคือ ทักษะ 3C ได้แก่ Collaboration (การทำงานร่วมกัน), Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) และ Communication (การสื่อสาร) และสิ่งสำคัญที่สุดคือ Self-awareness เพื่อให้เด็กรู้จักและเข้าใจตัวเอง ค้นพบจุดแข็งและเส้นทางของตัวเองให้เจอ
พร้อมย้ำว่า ทั้งหมดนี้คือ วิสัยทัศน์ในการเปิดโอกาสทางการศึกษาและปั้นเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “สังคมคุณภาพ” ต้องประกอบด้วยทั้งคนเก่งและคนดี