เลือกพรรคที่แก้ ‘น้ำท่วม’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วิมล ตัน
และแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามคาด
เป็นการยุบสภา ขณะที่ยังมีปัญหามากมายที่รอรัฐบาลสะสาง โดยเฉพาะ 2 เรื่องเฉพาะหน้าสำคัญ คือ เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุรอบใหม่ และการเร่งฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
เป็นเหตุน้ำท่วมที่พัดกระแสความนิยมของรัฐบาลอนุทิน ให้ล้มระเนระนาดไปด้วย จากก่อนหน้าที่ออกนโยบายแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นที่ถูกอกถูกใจ ทำให้พรรคภูมิใจไทยเนื้อหอมสุด ๆ นักการเมืองพาเหรดกันสมัครเข้าสังกัด จนนายกฯเดินสายสวมเสื้อต้อนรับลูกพรรคกันไม่เว้นแต่ละวัน
แต่พลิกแค่ชั่วข้ามคืน ปรากฏการณ์ “ฝนแช่” ถล่มภาคใต้ทำให้น้ำท่วมสูงถึง 3-5 เมตร โดยเฉพาะตัวเมืองหาดใหญ่ ที่ได้รับความเสียหายแทบจะ 100% เพราะชาวบ้านไม่มีการเตรียมรับมือ ความช่วยเหลือล่าช้า ตึกรามบ้านช่องจมน้ำ ทรัพย์สินเสียหายแทบจะทั้งหมด เห็นได้จากกองขยะมหึมาที่สูงเท่าตึก 3 ชั้น จนป่านนี้ยังเคลียร์ไม่หมด
แม้นายกฯอนุทินจะพยายามพลิกฟื้นด้วยการลงพื้นที่หาดใหญ่แทบจะทุกวันหลังจากนั้น แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจเท่าใดนัก
หาดใหญ่จมน้ำแค่ 3 วัน แต่ส่งผลรุนแรง (ผิดกับอยุธยาที่จมน้ำยาว 3-4 เดือน ไม่มีใครเหลียวแล) ถึงขนาดที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพราะแต่ละครั้งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจ
เนื่องเพราะหาดใหญ่นับเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นย่านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของภาคใต้ จากข้อมูล ณ ปี 2566 มีขนาดจีดีพีสูงถึง 2.5 แสนล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 15 ของประเทศ โดยส่วนใหญ่เศรษฐกิจการค้าของหาดใหญ่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจเทรดดิ้ง โลจิสติกส์ ภาคบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่น้ำท่วมหนักแค่ 3 วัน สร้างความเสียหายได้ถึง 20,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพปกติ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง
นั่นหมายความว่าหาดใหญ่จะเสียโอกาสสร้างรายได้จากเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ยาวไปจนถึงตรุษจีน ซึ่งไม่รู้ว่าจะสูญเสียรายได้ไปอีกกี่หมื่นกี่พันล้าน และเป็นผลกระทบที่ส่งต่อไปถึงรายได้รวมของประเทศด้วย
แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่า คือ สภาพหลังน้ำท่วมที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข และช่วยเหลือให้กลับสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด
ภาพของกองขยะที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ถึงจะกำจัดได้หมด ยิ่งนับวันกองขยะส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วเมืองหาดใหญ่ ตามด้วยโรคภัยที่มากับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นโรคฉี่หนู บาดทะยัก เป็นต้น และที่น่าห่วง ต้องรีบป้องกันก่อนจะเกิดขึ้น คือ ภาวะจิตใจของคนหาดใหญ่ ที่ประสบกับภัยพิบัติ จนสูญเสียทรัพย์สิน ญาติพี่น้อง สูญเสียรายได้ ธุรกิจพังชั่วข้ามคืน ทำให้เกิดความเครียด สภาพจิตใจย่ำแย่ กลายเป็นโรคทางจิต ซึมเศร้า จำเป็นต้องมีจิตแพทย์ช่วยรักษาได้ทันเวลา
ทั้งหมดทั้งมวลคือปัญหาเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือ และแค่เงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน เทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสีย
แต่ตอนนี้โดน “ยุบสภา” ถล่มซ้ำเข้าไปอีกดอก
ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาเดิม ๆ เรื้อรัง ซ้ำซาก ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทุกปี แทบจะทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ใช้วิธีแก้เดิม ๆ สุดท้ายก็แจกเงินเยียวยา แจกถุงยังชีพ ให้แบงก์ออกมาตรการพักหนี้
ถึงเวลาหรือยัง ที่ต้องเป็นวาระแห่งชาติ
เลือกตั้งครั้งใหม่ เป็นโอกาสที่แต่ละพรรคการเมือง เสนอแผนป้องกันน้ำท่วม
พรรคไหนโดนใจ เทคะแนนให้เลย