กิจกรรม “พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” เมื่อ 13 ธันวาคม
เป็น “บิ๊กอีเวนต์” ที่รวมตัวผู้ก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ – ปิยบุตร แสงกนกกุล” หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่
“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ – ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรค – เลขาธิการพรรคก้าวไกล รวมถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถือไม้ผลัดที่ 3 ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน
เป็นอีเวนต์ที่ตั้งใจ “ขอโทษโหวตเตอร์” จากเหตุการณ์ในวันที่ 11 ธันวาคม ระหว่างการพิจารณาร่างพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ…. ในวาระ 2 ในมาตรา 256/28 ที่จะนำไปสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต
พรรคภูมิใจไทย พลิกหนุนฝ่าย สว.ที่ต้องการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่ สว.พ่ายแพ้ในการโหวตชั้นกรรมาธิการ ที่เสียงข้างมากให้การเห็นชอบรัฐธรรมนูญใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
ซึ่งพรรคประชาชนคัดค้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในวันนั้นว่า “ถ้าวันนี้เสียงโหวตส่วนใหญ่ในรัฐสภา กลับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยไปดึงเอาเสียง สว. 1 ใน 3 กลับมา พวกตนเองไม่สามารถยอมรับให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เดินเข้าสู่วาระที่ 3 ได้จริง ๆ หนีไม่พ้นเป็นอย่างอื่น ถ้าผลโหวตในมาตรานี้กลับมติของรัฐบาล กลับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก จริง ๆ ในฐานะฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ผมเองต้องร้องขอให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภา”
และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยุบสภาในค่ำคืนนั้น พร้อมกล่าวในเวลาต่อมาว่า MOA ทั้ง 4-5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจสว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันในเอ็มโอเอมาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯยุบสภา
“ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น”
พรรคประชาชน ในฐานะเจ้าของ MOA ที่เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้ พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นรัฐบาล ถูกวิจารณ์ว่าถูกหลอก – ถูกต้ม
เป็นเหตุผลให้เกิดบิ๊กอีเวนต์ “พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน”

บทเรียนการเมือง-พรรคเดียว 250 เสียง
“ธนาธร” พูดถึงการถูกฉีกสัญญา MOA ว่า วันนั้นเราเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราตั้งโจทย์ทิ้งไว้ตั้งแต่กลางปีคือ เงื่อนไข MOA เมื่อสถานการณ์มาถึง เราจำเป็นจะต้องตัดสินใจ เราตัดสินใจเสี่ยง ทำอย่างเปิดเผย ข้อเสนอเราเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่เราทำไม่สำเร็จ เราล้มเหลว เราคิดว่าเป็นสปิริท
“เป็นเวทีแรกเพื่อมาบอกว่าถ้าเราทำเราพลาดไปแล้ว ไม่ขอโทษอิด ๆ ออด ๆ ขอโทษอย่างยืดอกตรงไปตรงมาเหมือนตอนที่เราทำ MOA”
”นี่คือสปิริทของทุกคน เรามาบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาที่เราทำ เราทำอย่างสง่าผ่าเผย วันที่เราทำไม่สำเร็จเราก็มาบอกกับประชาชนอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีอะไรต้องแอบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่เรามายืนต่อหน้าพวกท่านเพื่อแสดงความรับผิดชอบ พวกท่านจะไม่ทอดทิ้ง ไม่หยุดสนับสนุนพวกเรา“
“บทเรียนที่ผ่านมา หากบอกว่าเราต้องทำการเมืองแบบอื่น ทำให้เราเดินไปไหนพื้นดินเป็นทางเพราะเขี้ยวลากดิน ถ้าทำให้เราต้องหักหลังเป็น หลอกลวงเป็น กลับกลอกเป็นมีกลเกม มีดีลแบบลับ ๆ เปิดเผยกับประชาชนไม่ได้ บทเรียนบอกให้เราทำแบบนั้น ผมเองไม่ทำ ผมเองทำไม่เป็น หากต้องการเมืองแบบนั้นไม่ทำดีกว่า ไม่เชื่อว่าการทำงานการเมืองแบบนั้นจะทำให้เราถึงเส้นชัย เพราะเราไม่มีอำนาจอื่นที่จะไปบังคับผลการเจรจา อำนาจเดียวที่เรามีในการบังคับผลการเจรจาหรือบังคับข้อตกลงคือ ประชาชน หากทำการเมืองแบบอื่นเราจะสูญเสียพวกคุณ ซึ่งท้ายที่สุดเราจะไม่มีอะไรเลย”
“ขณะที่บทเรียนที่สำคัญคือ เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะต้องเป็นพรรคเดียว 250 เสียงเท่านั้น ส่วนก้าวต่อไปของการแก้รัฐธรรมนูญและ Grand Compromise ปี 2548 เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้นำไปสู่การยุบสภาในเดือนกันยายน 2549”
Grand Compromise สู่การเมืองปกติ
“โดย 20 ปีที่ผ่านมา เรามี 10 นายกรัฐมนตรี 2 การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ปี 2562 และ 2566 ผลการจัดตั้งรัฐบาลไม่สอดคล้องกับการลงคะแนนเสียงของประชาชน เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ คนที่เกิดในปี 2548 เรายังไม่เคยสัมผัสการเมืองที่ปกติ ไม่เคยได้สัมผัสการเมืองประชาธิปไตย 20 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจุดสมดุลระหว่างอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งกับอำนาจที่มาจากจารีตจะอยู่ร่วมกันอย่างไร”
“Grand Compromise จึงหมายความว่าจะหาทางออกให้กลับไปสู่การเมืองปกติไปข้างหน้า แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและสันติภาพให้กับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร ดังนั้นจะต้องหาจุดร่วมให้ทุกฝ่ายไม่มีใครได้หมด แต่มีกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคมชุดหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้”
“บทเรียนครั้งนี้ไม่ง่ายเลยมันยากมาก บทเรียนบอกเราว่ามีแต่การทำให้ทั้งสองอำนาจเสมอกันเท่านั้นถึงจะนำไปสู่ Grand Compromise ได้ ต้องทำให้อำนาจจากการเลือกตั้งและอำนาจจากจารีตใกล้เคียงกันมากที่สุด”

ผิดพลาด เรื่องธรรมดา
“พิธา” กล่าวว่า ในอดีตที่เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องตัดสินใจหลายครั้งบางครั้งตัดสินใจถูก บางครั้งตัดสินใจผิดเป็นเรื่องธรรมดาในการเป็นผู้นำองค์กร แต่สิ่งที่ควรจะทำคือการยอมรับในความผิดพลาดและเรียน รู้พยายามพัฒนาตนเองและองค์กรให้ดีขึ้น เราขอให้กำลังใจนายณัฐพงษ์ ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ทุกคนมีโอกาสที่จะตัดสินใจได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ขึ้นอยู่ว่าจะสามารถยอมรับแบบไม่มีอัตตา และอนุญาตให้ประชาชนได้มีโอกาสพูด ถึงมัน แล้วนำมาปรับให้เป็นผู้นำที่ดีขึ้นได้อย่างไร และนำชัยชนะไปสู่พวกเราในอีก 2 ปีแล้วเราจะชนะได้เยอะขึ้นอีกอย่างแน่นอน

พร้อมสู้ – ยอมโง่ให้การเมืองดีขึ้น
“ณัฐพงษ์” เริ่มต้นด้วยการกล่าวขอบคุณที่ทุกคนมาเป็นแรงใจช่วยสนับสนุนกัน ขอส่งคำขอโทษถึงทุกคน ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นความรู้สึกผิดหวังในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ หรือความรู้สึกอื่น ๆ ในการตัดสินของพรรคที่เราเดินทางมาร่วมกันไม่ว่าจะเกิดจากความรู้สึกใดก็ตาม ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองและเป็นความรับผิดชอบของผู้นำพรรคคนปัจจุบัน
อุปสรรคที่ฉุดรั้งประเทศคือกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มในประเทศนี้ วิธีที่จะเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้คือเสียงของประชาชนทุกคน หากการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคได้รับเสียงจากคนส่วนใหญ่และได้จำนวน สส. เกินครึ่งหนึ่งในสภาฯ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรฉุดรั้งไม่ให้เข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
“หากเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคได้ สส. เกินครึ่ง แต่ยังถูกขัดขวางเตะพวกเราให้หกล้มไม่ได้เป็นรัฐบาลอีก ก็ถึงเวลาเกี่ยวแขนกันไปอยู่หน้าสภาฯ ถ้าถึงจุดนั้นจริง ๆ ไม่มีทางอื่นเราต้องสู้ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีอำนาจของ สว. แล้ว และจะมีการทำประชามติมาพร้อมการเลือกตั้ง โดยพรรคจะรณรงค์อย่างแข็งขัน เพื่อใช้เสียงประชาชนกดดัน สว.เมื่อไหร่ก็ตามที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ทำภาพให้เป็นแบบนี้ได้ เชื่อว่าเข็มนาฬิกาของประเทศเดินหน้าต่อแน่นอน และพรรคคือทางรอดสุดท้ายของประเทศนี้ เราพร้อมทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกมองว่าไร้เดียงสา แต่ก็ยอมโง่ต่อไปเพื่อให้การเมืองดีขึ้น”

ปมถูกหลอก แค่กระทบส้มแท้
ขณะที่ในมุมนักวิชาการ ดร.สดิธร ธนานิธิโชติ นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชน แม้ถูกวิจารณ์เรื่องโดนหลอกแต่ประเด็นนี้กระทบกับแฟนคลับส้มแท้ๆ เท่านั้น จึงต้องมีคำอธิบาย เช่นขอโทษที่แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ เชื่อใจคนผิด หรือชี้แจงว่าไม่ได้ถูกหลอก แต่ยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้ชัดเจนว่าตกลงคนที่เขามีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญมีใครบ้างแค่ไหน
“อย่างมากก็ทำให้แฟนคลับที่เข้มข้นผิดหวัง ตอนยกมือสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ จะรู้สึกผิดหวังจากเกมนี้ แต่เกมรัฐธรรมนูญเป็นแค่ของแถม แต่เป้าหมายหลักอยู่ที่การยุบสภาซึ่งสำเร็จแล้ว ดังนั้น ตอนเลือกตั้งก็ต้องโฆษณาว่า เราต้องเป็นเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลถึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่พรรคประชาชนควรต้องกังวลมากกว่าคือ แดงเทิร์นส้ม ฟ้าเทิร์นส้ม (โหวตเตอร์พรรคเพื่อไทย ย้ายไปเลือก พรรคก้าวไกล โหวตเตอร์ พรรคประชาธิปัตย์ที่ไปเลือกพรรคก้าวไกล ในตอนเลือกตั้ง 2566) เขาสนใจเรื่องอื่น เช่น ถ้าเป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ซึ่งเป็นที่จะตัดสินว่าจะเลือกส้มต่อหรือย้ายกลับไปขั้วเดิมที่เคยสนับสนุน” ดร.สติธร กล่าว
ส่วนความได้เปรียบ พรรคภูมิใจไทยยังได้เปรียบที่สุด แม้จะมีกระแสเรื่องบริหารงานไม่ดี ปัญหาการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่กระแสก็ถัวๆ ไป เพราะพรรคภูมิใจไทยแข็งแรงจริงคือ สส.เขต นักการเมืองที่พรรคดึงมา ถ้าเขตที่เขาดึงคนมาแล้วแข็งแรงกระแสก็ไม่กระทบ เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ จะเป็นผลให้คนบุรีรัมย์ไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ใช่เช่นนั้น ดังนั้น เต็มที่กระทบแค่ปาร์ตี้ลิสต์ แทนที่เป็นรัฐบาลโอกาสสร้างคะแนนความนิยมก็มากก็จะได้น้อย
เกมคว่ำ รธน.เข้าทางเพื่อไทย
ดร.สติธร วิเคราะห์ พรรคเพื่อไทยว่า เกมรัฐธรรมนูญไม่ได้ไม่เสีย เข้าทางพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำที่จะตัดเกมยุบสภา แต่สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย อยู่ที่ตัวเองลงสนามรอบนี้สภาพจะเป็นอย่างไร สส.เขตที่มี ยังอยู่กับพรรคไหม หรือ ไปภูมิใจไทย ไปพรรคกล้าธรรม ส่วนกระแสยังไม่ชัด แต่กระแสพรรคประชาชนเบาลง อาจจะรอโหวตเตอร์ที่หันไปเลือกพรรคประชาชนไหลกลับมา ไปวัดกันตอนช่วงหาเสียง และแคนดิเดตนายกฯ ที่เปิดมาจะทำให้กระแสไหลกลับได้ไหม
ส่วนการที่นายกฯ ระบุว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการอีก 5 เดือนนั้น ดร.สติธร บอกว่าเป็นขั้นตอนปกติของรัฐธรรมนูญ ก่อนเลือกตั้ง 2 เดือน หลังเลือกตั้ง กกต.รับรองผลอีก 2 เดือน และฟอร์มรัฐบาล

ปชน.คะแนนสงสาร
ความเห็นของนักรัฐ ดร.สุขุม นวลสกุล นักรัฐศาสตร์ อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง วิเคราะห์ว่า การเมืองจะมี 3 ขั้วเหมือนเดิม ส้ม แดง น้ำเงิน กลุ่ม เพียงแต่หนนี้พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคกล้าธรรมล่วงหน้า 2 พรรค แต่ส่วนตัวยังมองว่ายุบสภาคราวนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่าพรรคประชาชนเสียท่า แต่มองว่าคนเห็นใจพรรคประชาชน เพราะมีความตั้งใจจริง ถูกเบี้ยว 2 หน คะแนนสงสารจะเพิ่มขึ้น
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยคาดว่าคะแนนจะเพิ่มขึ้น แต่ก่อนเขาไม่มีกระแสเลย แต่วันนี้กระแสเพิ่มขึ้น จากอนุรักษนิยมมาหันมาเลือก ส่วนพรรคเพื่อไทย ไม่รู้ว่าถึงวันนี้ยังตั้งตัวไม่ติดว่าใครอยู่กับเขาแน่ วันสองวันนี้คงเห็น แต่ดูแล้วชินวัตรคงไม่ทิ้ง เผยชื่อ ดร.เชน
“การเลือกตั้งครั้งนี้ผมว่าเหมือนเดิม เพียงแต่หนนี้ อิทธิพลของกลุ่มทหารเก่าคงหายไป แต่ยังไม่รู้ทหารใหม่เล่นบทบาทใหม่อะไรหรือเปล่า อย่างกรณีแม่ทัพกุ้ง พลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 แม้เขาอาจไม่ลงการเมืองเอง แต่อาจจะเอ่ยปากอะไรมาก็อาจจะมีผลต่อการเมืองได้”