กกต.ชัดพร้อมทำประชามติควบวันเลือกตั้ง เตือนพรรคการเมืองหาเสียงแก้ รธน.ได้
กกต.ชัดพร้อมทำประชามติควบวันเลือกตั้ง เตือนพรรคการเมืองหาเสียงแก้ รธน.ได้ แต่ห้ามชี้นำ ส่วนเวทีประชามติห้ามหาเสียง หากล้ำเส้นเสี่ยงผิดกฎหมาย
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการจัดทำประชามติว่า วานนี้ (16 ธ.ค.) รัฐบาลได้ส่งหนังสือเรื่องการขอให้ กกต.จัดทำประชามติ มาถึง กกต.ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกเสียงประชามติ 2564
โดยมีรายละเอียด 5 เรื่อง เช่น เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ งบประมาณ ตามกฎหมายกำหนดเพื่อให้ กกต.เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน ซึ่งยังถือว่ากระบวนการประชามติยังไม่เริ่ม 100% ต้องรออีก 15 วัน ที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.
แต่โดยกฎหมายและการบริหารของ กกต. สามารถทำประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งได้ และ กกต.ได้ให้ข้อมูลนี้กับรัฐบาลไปแล้วในวันที่มีการหารือร่วมกัน ดังนั้น กกต.พร้อม แต่อยู่ที่รัฐบาลจะคิดอย่างไร ตอบแทนไม่ได้
นายแสวงยังกล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ ว่าการหาเสียงคือการที่พรรคหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร หรือพรรคของตัวเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูล ความรู้ สาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งหน่วยงานที่จะให้ กกต.จัดทำประชามติได้ส่งข้อมูลมาให้ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนแล้ว ตามมาตรา 15 ส่วนที่ 2 คือการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งในการดำเนินการ
“จริง ๆ ประเด็นหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบาย ว่าพรรคจะทำอะไรแต่เมื่อขึ้นเวทีประชามติเหมือนเรื่องการแสดงความคิดเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเราต้องพูดเฉพาะเนื้อหา ไม่ใช่การหาเสียง ซึ่งมันต้องแยกกันชัด และในข้อมูลที่เขาส่งมาตามมาตรา 15 ต้องไม่เป็นการชี้นำ ต้องเป็นกลาง ซึ่งการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น กกต.ก็ต้องจัดให้ทัดเทียมกันทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
เมื่อถามว่าสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ชี้นำว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไม่ได้ใช่หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่าการแสดงความคิดเห็นมันชี้นำอยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือที่สภาทำให้ ถ้าเป็นรัฐบาลจะเป็นผู้ทำเอกสาร ซึ่งข้อมูลนี้ชี้นำไม่ได้ เพียงแต่ให้ประชาชนรู้ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรตามมาตรา 15 แต่เวลาที่ให้ข้อมูลกับประชาชนฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามเขา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องให้ข้อมูลโน้มน้าวไปอีกทางหนึ่ง
ดังนั้น ในส่วนของประชามติจะมี 2 ส่วน คือส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั่วโลกในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครพรรคการเมืองสามารถนำประเด็นประชามติไปหาเสียงได้ แต่ถ้าเป็นเวทีของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ซึ่งในหนังสือที่ ครม.ส่งมาให้ กกต.ระบุว่าให้ กสทช.ดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสำนักงานก็จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อและประชาชนไปพร้อมกัน
เมื่อถามว่าในเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคสามารถบอกเลยได้หรือไม่ ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับประชามติ นายแสวงกล่าวว่า พรรคต้องบอกว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างนี้พูดได้ เพราะเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติคนที่พูดไม่ใช่พรรค แต่เป็นเวทีของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ ซึ่งหากพรรคอยากพูดก็ต้องไปลงทะเบียน เป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งมันใช้กฎหมายคนละฉบับ
ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงสามารถเสนอว่าพรรคมีนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะถ้าทำเช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องของการทำประชามติไปแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มีการเสนอนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหาเสียง ซึ่งก็ไม่ผิดกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกหรือไม่เลือก
แต่ถ้าไปตั้งเวทีรณรงค์ว่ามีการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของกฎหมายประชามติ ซึ่งตอนนี้พรรคการเมืองจะต้องระมัดระวัง พรรคจึงหาเสียงว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่จะไปพูดว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเพราะมันดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ได้ ซึ่งถ้าหากมีการล้ำเส้นก็จะมีโทษตามกฎหมาย
“ผู้สมัครและพรรคต้องระวัง และคิดว่าขณะที่พูดในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้งหรือในกรอบการทำประชามติ ถ้าพูดในกรอบประชามติต้องไปลงทะเบียน ว่าเป็นฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากมันมีเวทีให้แสดงความคิดเห็นอยู่ แต่ถ้าพูดในฐานะ สส.มันเปิดกว้าง พูดอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปพูดว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มันจะข้ามไปกฎหมายการทำประชามติ” นายแสวงกล่าว
นายแสวงยังกล่าวถึง ครม.เตรียมหารือในเรื่องคำถามที่จะทำประชามติ ว่าจะใช้คำถามที่รัฐสภาส่งผ่าน ครม. หรือ ครม.เป็นผู้คิดคำถาม ว่า กกต.ขอเวลาดูรายละเอียดหนังสือที่ ครม.ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้วให้เป็นอำนาจของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.เป็นผู้เลือกคำถาม ซึ่งยังไม่ขอตอบว่า ครม.ส่งคำถามมาตามวงเล็บไหนของกฎหมายการทำประชามติ จึงขอไปดูหนังสือก่อน
ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ ถ้าไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้ใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวน 53 ล้านคน ซึ่งถ้าแยกกันทำก็จะรวมประมาณหมื่นล้านบาท แต่ถ้าจัดพร้อมกันก็จะอยู่ที่ 8 พันล้านบาท