เปิด 3 แผนสกัดบาทแข็ง เล็งเก็บภาษีทองออนไลน์
คลังออก 3 มาตรการแก้ปม “บาทแข็ง” สั่งสรรพากรคุมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์-พิจารณาเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เปิดทาง ธปท.กำหนดเพดานซื้อขายทอง คาดประกาศหลักเกณฑ์ภายใน 2 สัปดาห์ “ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ” ชี้เงินบาทแข็งค่าแล้ว 9.4% นำภูมิภาค “เลขาฯ ก.ล.ต.” ชี้แจงซื้อขาย USDT ไม่กระทบบาทแข็ง หอการค้าฯกังวลเงินบาทแข็งค่าเกินไป กระทบส่งออกปี 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทช่วงนี้ที่แข็งค่าเร็ว และแรง ทางกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แถลงร่วมกันเกี่ยวกับการออกมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
คลังคลอด 3 มาตรการแก้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งและความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เรียกประชุม 3 หน่วยงานหลัก เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ธ.ค. เพื่อกำหนดแนวทางรับมืออย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรดำเนินการใน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1.ให้กรมสรรพากรกำหนดแนวทางกำกับแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรายงานและนำส่งข้อมูลธุรกรรมให้กรมสรรพากร เช่นเดียวกับการขายสินค้าออนไลน์ประเภทอื่นที่มีการดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน
2.ให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจำกัดเฉพาะธุรกรรมออนไลน์เท่านั้น ส่วนการซื้อขายทองคำที่มีการส่งมอบสินค้าตามปกติยังคงดำเนินการได้ตามเดิม ไม่ได้รับผลกระทบ
และ 3.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ศึกษาแนวทางกำกับดูแลปริมาณธุรกรรมทองคำให้เหมาะสม เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการทำธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ
ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน
“มี 2 มาตรการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร และอีก 1 มาตรการอยู่ในความดูแลของ ธปท. ทั้งนี้ ธุรกรรมการค้าขายนำเข้า-ส่งออก หรือการโอนเงินตามปกติที่มีเอกสารชัดเจน จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยแนวทางดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จะสามารถประกาศหลักเกณฑ์ออกมาได้”
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยเปิดเสรีการนำเงินเข้ามาโดยตลอด โดยมาตรการที่จะดำเนินการเพิ่มเติมไม่ใช่การขึ้นภาษี ไม่ได้จำกัดวงเงิน และไม่ห้ามนำเงินเข้าประเทศ แต่จะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบเอกสาร โดยขอให้สถาบันการเงินตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน วัตถุประสงค์ในการนำเงินเข้ามาใช้ หากพบว่ามีปริมาณเงินในระดับที่มีนัยสำคัญ
มูลค่าค้าทองแซงตลาดหุ้น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันแข็งค่าแล้ว 9.4% นำภูมิภาค รองจากมาเลเซีย และแข็งค่าค่อนข้างเยอะในเดือนธันวาคมที่แข็งค่าขึ้น 4.2% ซึ่งไม่ได้สะท้อนข้อมูลจริง ธปท.จึงต้องหาสาเหตุ-ปัจจัย โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ ดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้า กระแสเงินทุน (Flow) ขายดอลลาร์ ซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า
โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีอยู่ 15 ราย และมี 3-4 รายใหญ่ ซึ่งมีปริมาณซื้อขายทองคำเทียบจีดีพีเติบโตสูงขึ้น โดยในปี 2567 มีขนาด 39% ของจีดีพี และคาดว่าซื้อขายรวมในแพลตฟอร์มมากกว่า 50% ของจีดีพี
ทั้งนี้ มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท เทียบมูลค่าซื้อขายหุ้นในตลาดอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท และหากดูในวันที่มีปริมาณสูงสุด 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งเกินตลาดหุ้นไปแล้ว แต่ยังไม่มีคนกำกับดูแลเมื่อเทียบกับธุรกิจผู้ค้าทอง
สถิติยันทองคำดันค่าเงินบาท
“หากดูในช่วงเงินบาทแข็งค่าจาก 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ลงมาเหลือ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงวันที่ 11-15 ธ.ค. 68 หากนับธุรกรรมทุกประเภทในการขายเงินดอลลาร์ พบว่า 45% มาจากแรงเทขายธุรกรรมทองคำ และบางช่วงเห็นสูงถึง 62% ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าใหญ่มากและใหญ่กว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น จึงเป็นปัจจัยให้บาทแข็งค่าชัดเจน โดยเฉพาะธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีมูลค่าหลัก 100-1,000 ล้านบาท และซื้อขายบ่อย ๆ ถี่ ไม่เกี่ยวกับซื้อขายร้านทองตู้แดง”
ดังนั้น แนวทางการกำกับดูแลจึงออก 3 มาตรการ โดยปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างให้กระทรวงการคลังในการแก้ประกาศกระทรวงการคลังในการให้อำนาจในการเข้าไปกำกับดูแลข้อมูลธุรกรรมและมีสิทธิเรียกดูข้อมูลธุรกรรมบางอย่าง โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการเปิดฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) และคาดว่าประกาศกระทรวงการคลังได้ภายในกลางเดือนมกราคม 2568
คาดออกประกาศกลาง ม.ค. 69
“เราอยู่ระหว่างการเฮียริ่งประกาศกระทรวงการคลัง คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์น่าจะแล้วเสร็จ และสามารถประกาศกระทรวงการคลังภายในกลางเดือนมกราคม 2569 โดยเราจะมีอำนาจในการกำกับข้อมูล เช่น ซื้อขายทองในรูปเงินบาทที่มีมูลค่าสูงบนแอป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท เพราะธุรกรรมผ่านออนไลน์สัดส่วนสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับซื้อขายผ่านร้าน Physical แค่ 15-20% ซึ่งเราไม่ได้กำกับธุรกิจผู้ค้าทองคำ อย่างไรก็ดี มองว่าในที่สุดจะต้องมีคนกำกับธุรกิจผู้ค้าร้านทอง เพราะมีธุรกรรมสูงมาก และเข้าใจว่าไม่มีประเทศไหนสูงเท่าเรา”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะมีการดูแลภาพรวมของเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะเงินตราต่างประเทศอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อไหลเข้าประเทศแล้วจำเป็นต้องมีการขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเปิดเสรีการนำเงินเข้าประเทศมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ภาครัฐจะดำเนินการเพิ่มเติม คือการออกหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินเข้าประเทศ
“ภายใต้เกณฑ์ใหม่ จะขอให้ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารประกอบการนำเงินเข้า ซึ่งต้องมีหลักฐาน แสดงที่มาของเงินอย่างชัดเจน ซึ่งหากพบการนำเงินเข้ามาในปริมาณสูงถึงระดับที่มีนัยสำคัญ ธนาคารจะต้องตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ในการนำเงินเข้ามาใช้ในประเทศ”
ก.ล.ต.แจงซื้อขาย USDT ไม่เกี่ยว
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ความเข้าใจที่ว่าการซื้อขายเหรียญ USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่านั้น เป็นความคลาดเคลื่อน เนื่องจากปริมาณธุรกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงสร้างตลาดเงินโดยรวม
เมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 1.22% ของยอด FX Inflow ทั้งระบบ มูลค่ารวม ประมาณ 29.1 ล้านล้านบาท แม้จะเป็นตัวเลขล่าสุดที่เพิ่มขึ้นจากในอดีต แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำและไม่มีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
“อีกกรณีหนึ่งคือการลงทุนคริปโตในต่างประเทศ แล้วขายสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ก่อนนำ USD มาแลกเป็น THB พบว่ามีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.17% ของโครงสร้างตลาด FX Inflow ทั้งระบบ จึงสามารถยืนยันได้ว่าปริมาณการซื้อขาย USDT ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินไทย”
ธ.ค.แข็งค่าอันดับ 1 เอเชีย
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมค่าเงินบาทนับตั้งแต่สิ้นปี 2567-23 ธันวาคม 2568 เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นแข็งค่าขึ้นแล้ว 9.4% เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากมาเลเซีย
“ขณะที่ภาพรวมค่าเงินบาทในเดือนธันวาคม 2568 จะเห็นว่า เงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม โดยเงินบาททำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564) โดยเงินบาทแข็งค่าสุดในระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าแข็งค่าค่อนข้างเยอะ และเมื่อเทียบกับระดับสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เงินบาทแข็งค่าแล้ว 3.3% เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย กรอบระยะสั้นมองว่าอยู่ที่ 31.00-31.20 บาทต่อดอลลาร์ แต่เชื่อว่า ธปท.พยายามดูแลอยู่”
หอการค้ากังวลค่าเงินแข็ง
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นจนเกือบหลุดระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าสร้างผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะแรงส่งในปี 2569 ที่จะมาจากภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว
นับตั้งแต่ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คำสั่งซื้อสินค้าไทยส่งไปต่างประเทศค้าขายกันยากมาก แทบจะขายกันไม่ออก เพราะสินค้าไทยแพงขึ้นเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันของคู่แข่ง
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 ต้องยอมรับว่ามีปัญหาแน่นอน หากค่าเงินบาทยังแข็งในระดับนี้ต่อไป เพราะคำสั่งซื้อในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ระหว่างการสำรวจตลาดและเจรจาส่งคำสั่งซื้อเช่นกัน ทำให้เมื่อค่าเงินบาทแข็งมากในตอนนี้ ตั้งแต่หลุดระดับ 32 บาทเป็นต้นมา คำสั่งซื้อก็หายเงียบไป
ท่องเที่ยวโดนทุบไปด้วย
“ผลกระทบของค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นหนักในรอบ 4 ปีนี้ ไม่ได้โดนแค่การส่งออก แต่การท่องเที่ยวก็ถูกกระทบเช่นกัน เพราะเมื่อค่าเงินบาทแข็ง ก็เท่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยต้องจ่ายเงินมากขึ้น แต่สินค้าและแหล่งท่องเที่ยวของไทยไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากเดิม เทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีความสดใหม่มากกว่า รวมถึงสินค้าและบริการท่องเที่ยวราคาถูกมากกว่า ทำให้ ธปท.ต้องเร่งออกมาตรการช่วยดูแลที่เห็นผลเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออกจะถูกกระทบจนพังไปหมด” นายพจน์กล่าว