คลังเคลียร์ปมเก็บภาษีส่วนเพิ่ม เร่งถก BOI-หวั่นรายได้ 1 หมื่นล้าน หายวับ
ค่าเงินบาท
คลังเร่งเครื่องเก็บ “ภาษีส่วนเพิ่ม” บริษัทข้ามชาติ หวั่นเสียประโยชน์ หลัง พ.ร.ก.กำหนดให้เริ่มคำนวณภาษีรอบบัญชีตั้งแต่ 1 ม.ค. 68 แต่ยังออกกฎหมายลูกไม่ได้ แถมรัฐบาลยุบสภาต้องรอ ครม.ใหม่มาพิจารณา “ปลัดคลัง” ชี้กฤษฎีกาตีความ “บีโอไอ” ไม่มีอำนาจจัดเก็บ ทำให้ต้องกลับมาคุยกำหนดแนวทางกันใหม่ ยืนยันต้องเร่งดำเนินการไม่เช่นนั้นภาษีที่คาดจะเก็บได้ 1.2 หมื่นล้านบาทหายวับ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 หรือการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลก Global Minimum Tax ในอัตราที่กำหนด 15% จากบริษัทข้ามชาติ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 และมีผลใช้บังคับต่อนิติบุคคลข้ามชาติ (Multinational Enterprises : MNEs) ขนาดใหญ่ที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร (ราว 2.74 หมื่นล้านบาท) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถออกกฎหมายลูกมาเพื่อเก็บภาษีได้
“ถ้าวิธีการคำนวณภาษีออกไม่ทันสิ้นปี 2568 คำถามก็คือ ถ้าไปออกในปี 2569 แล้วจะบังคับใช้ย้อนหลังในปี 2568 ได้หรือไม่ เพราะ พ.ร.ก.ออกมาตั้งแต่ปี 2567 แล้วกำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งหากย้อนหลังไม่ได้ ผู้ประกอบการต่าง ๆ จะทำอย่างไร”
ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรชี้แจงว่า การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม จะทำให้ประเทศไทยไม่ถูกกัดกร่อนฐานภาษีและโอนกำไร (Base Erosion and Profit Shifting : BEPS) และจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถรักษาสิทธิการจัดเก็บภาษีในฐานะประเทศแหล่งเงินได้
ซึ่งจากผลการจัดเก็บภาษีดังกล่าว จะมีผู้ได้รับผลกระทบในไทยเป็น Thai MNE ประมาณ 100 กลุ่มบริษัท และ Foreign MNE ประมาณ 1,100 กลุ่มบริษัท
ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นั้น ที่ผ่านมา.กรมสรรพากรทำงานร่วมกับ BOI โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน โดยกรมสรรพากรมีหน้าที่ในการเก็บภาษี ในขณะที่ BOI มีหน้าที่ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย
สำหรับพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีสาระสำคัญ คือ
1.กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลข้ามชาติของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศหรือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของต่างประเทศที่ลงทุนในไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบบัญชีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม ต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริง 15% โดยมีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 2568
ทั้งนี้ เดิมกรมสรรพากรคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 12,000 ล้านบาทต่อปี หากใช้บังคับในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2568 จะมีรายได้เข้ามาครั้งแรกประมาณเดือน มิ.ย. 2570 อย่างไรก็ดี จากแผนการคลังระยะปานกลางล่าสุด มีการประเมินว่าการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จะมีรายได้เข้ามาจำนวน 8,400 ล้านบาท
ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่กฎหมายลูกออกไม่ทันสิ้นปี 2568 เนื่องจากเป็นเรื่องที่จะต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะต้องเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะเสียประโยชน์ เสียโอกาสในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากหากไทยไม่เก็บ ประเทศอื่น ๆ ก็จะเก็บแทน ดังนั้นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

“จริง ๆ ตัวกฎหมายหลักผ่านไปแล้ว เข้า ครม.ไปแล้ว แล้วไปตรวจในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ทางกฤษฎีกาเห็นว่า บีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษี ก็เลยต้องกลับมาคุยกันใหม่ ซึ่งต้องเคาะให้ชัด คือเรื่องนี้ต้องเดิน ต้องเดินแน่นอน ส่วนจะเริ่มเดินอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่ชัดว่าเป็นงานของใคร ตอนแรกเราคิดว่าเป็นงานของบีโอไอ แต่พอไปดูกฎหมายบีโอไอ กฤษฎีกาก็เห็นต่างว่าไม่ใช่ ต้องเป็นสรรพากร”
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อกฤษฎีกาตีความว่า กรมสรรพากรต้องเป็นผู้จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ดังนั้นก็ต้องทำงานร่วมกันกับบีโอไอ เนื่องจากกรมสรรพากรจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดสิทธิประโยชน์ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่บีโอไอ
ฉะนั้นอาจจะต้องเป็นลักษณะไฮบริด คือ บีโอไอเป็นผู้จัดทำข้อมูลเอกสารทั้งหมด แล้วให้กรมสรรพากรดำเนินการจัดเก็บภาษี
“เรื่องนี้ต้องทำให้เสร็จ เพราะถ้าเราไม่เสร็จ เราเสียประโยชน์ จะเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษี เพราะคนอื่นเขาไปเก็บแทนเรา เพราะฉะนั้น ยิ่งเร็วยิ่งดี” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว