Skip to content

‘ถนนข้าวสาร’ ปัจจัยลบรุม ส่อเคานต์ดาวน์ซึม นักท่องเที่ยวหาย เงินสะพัดร่วง

28 ธ.ค. 2568 | 20:01น.
‘ถนนข้าวสาร’ ปัจจัยลบรุม ส่อเคานต์ดาวน์ซึม นักท่องเที่ยวหาย เงินสะพัดร่วง

สมาคมธุรกิจถนนข้าวสารเผยยอดจองโรงแรมก่อนปีใหม่ได้เพียง 70-80% ต่ำสุดตั้งแต่หลังโควิด เหตุคนไทยประหยัดจ่าย ต่างชาติเปลี่ยนทริปไปญี่ปุ่น-เวียดนาม-จีน ขณะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากระทบทัศนคติท่องเที่ยว

นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสารเปิดเผยว่า บรรยากาศเข้าเทศกาลปีใหม่ 2569 สัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 ไม่ได้คึกคักเท่าปี 2568 โดยยอดจองเข้าพักโรงแรมในถนนข้าวสารและพื้นที่ใกล้เคียงของนักท่องเที่ยว ปกติทุกปีตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมจะมีอัตราจองเพื่อเข้าพักคืนก่อนปีใหม่เกือบเต็ม 100% แต่ปีนี้อัตราจองเข้าพักแค่ 70-80% ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่แย่สุด หลังจากเริ่มฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย และส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ตั้งใจเดินทางมาฉลองเคานต์ดาวน์คืนส่งท้าย 31 ธันวาคมที่ประเทศไทย ส่วนคนไทยกำลังซื้อหายไปเกือบหมดตั้งแต่เข้าไตรมาส 4 ปีนี้ ร้านค้าเล็ก ๆ ในถนนข้าวสารอยู่ได้เพราะมีโครงการคนละครึ่งพลัสช่วยพยุงยอดขาย ตอนนี้เงินคนละครึ่งพลัสใช้กันหมดแล้ว บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง

สำหรับกิจกรรมนับถอยหลังเคานต์ดาวน์บนถนนข้าวสารจะเริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 01.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569 ตลอดช่วงเวลานั้นจะมีการแสดงแบบไทย ๆ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเข้ามาหมุนเวียนในคืนเคานต์ดาวน์ประมาณ 20,000 คน และเงินใช้จ่าย 20-30 ล้านบาท หากเทียบกับปีก่อน ๆ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงกว่าครึ่ง จากทุกปีจะมีเงินสะพัดอย่างน้อย 50 ล้านบาท

“เคานต์ดาวน์ปีนี้เราจะเพิ่มความเข้มงวดตรวจคนเข้ามาถนนข้าวสารมากเป็นพิเศษ โดยเพิ่มการอบรมเพิ่มการสังเกตกลุ่มคนต่างด้าวประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังทำงานและพักอาศัยในไทย เพื่อป้องกันความปลอดภัยและเหตุการณ์ร้ายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเพิ่มกล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มีอาการมึนเมาหนัก” นายกสมาคมกล่าว

นายกสมาคมกล่าวต่อว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อบรรยากาศฉลองเคานต์ดาวน์และเที่ยวปีใหม่ปีนี้ คือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้สร้างความกังวลให้ต่างชาติไปประเทศอื่นแทนไทย เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม หรือจีน ซึ่งคนไทยที่มีรายได้สูงก็ไปเที่ยวประเทศในเอเชียแทนเที่ยวไทยกันมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ค่าเงินเยนถูกลงมาก หรือจีนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเที่ยวทะเลในไทย เช่น ช่วงเวลาเดียวกัน การบินเที่ยวจีนค่าตั๋วและที่พักประมาณหมื่นกว่าบาท แต่บินเที่ยวและพักที่ จ.ภูเก็ต ราคาเกิน 2 หมื่นบาท ยิ่งกดดันให้บรรยากาศเดินทางและเที่ยวไทยเงียบกว่าปีก่อนมาก รวมถึงหลายสถานการณ์ ทั้งการเมืองในประเทศที่กำลังเลือกตั้ง เศรษฐกิจในประเทศนอกประเทศยังไม่ฟื้นตัว และความไม่มั่นใจต่อรายได้ในอนาคต ทำให้คนประหยัดเงินใช้จ่ายเพิ่มกว่าภาวะปกติ อย่างน้อยก็ 20-30% ที่หายไปจากโอกาสการค้าที่ควรเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

“การจะฟื้นบรรยากาศเที่ยวไทยและเดินทางของคนไทยจะเร่งสะสางเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ตอนนี้ตกลงว่าจะไม่มีการยิง ผมยังมองว่ากัมพูชาจะไม่มีการหยุดยิงแบบถาวร ตราบใดที่ยังมองในเรื่องผลประโยชน์และการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ทางทะเลและทางบก ดังนั้น การจะหยุดยิงในช่วงนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเดินทางของคนต่างชาติ เพราะเขาได้วางแผนและจองเดินทางไว้หมดแล้ว หากมีการตกลงหยุดยิงได้ตั้งแต่ก่อนธันวาคม ก็มีโอกาสที่ต่างชาติจะจองเดินทางมาเที่ยวไทยมากกว่านี้ ตอนนี้เหลือเวลาแค่ 2 วันก่อนเข้าปีใหม่ ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว” นายสง่ากล่าว