คงจะปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เมื่อเราพูดถึงวงการศิลปะ มักจะมีชื่อ “มาริษา เจียรวนนท์” ขึ้นมาเสมอ ด้วยความรักในงานอาร์ตมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยเรียน จนเมื่อเติบโตขึ้น “มาริษา” จึงเป็นผู้อุปถัมภ์วงการศิลปะมาตลอดอย่างต่อเนื่อง
เธอมีงานศิลปะสะสมอยู่มากมายจนเคยได้รับรางวัล “Rinascimento+ Award” จากประเทศอิตาลี รางวัลที่มอบให้แก่นักสะสม ที่ผู้มีคุณูปการต่อยอดวงการศิลปะร่วมสมัยระดับโลก
ก่อนที่เธอจะตัดสินใจซื้อ “อาคารโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช” ย่านไชน่าทาวน์เยาวราช นำมาปรับปรุง ต่อยอดให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะภายใต้ชื่อ “บางกอก คุนสตาเล่อ (Bangkok Kunsthalle)” ด้วยความตั้งใจที่จะให้พื้นที่แห่งนี้เป็นตัวเชื่อมของผู้คนในวงการศิลปะ
ไม่เพียงเท่านั้น มาริษายังซื้อที่บนทำเลเขาใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงงานศิลปะกับธรรมชาติหลอมรวมเข้าด้วยกัน บนพื้นที่ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ (Khaoyai Art Forest) เธอทำให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างงดงาม
จากการคลุกคลีกับวงการศิลปะ มาริษา เจียรวนนท์ เผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ย้อนมองกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน หลังจากที่เธอกลับมาประเทศไทย ในเวลานั้น วงการศิลปะไทยไม่ได้ขาดแคลนศิลปิน แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “ระบบนิเวศทางศิลปะที่สมบูรณ์” โดยเฉพาะฐานนักสะสม ซึ่งยังมีขนาดเล็กและไม่หลากหลาย หากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องภาษี ที่ทำให้แกลเลอรี่ สถาบันศิลปะ และสถาบันประมูลระดับนานาชาติไม่สามารถเข้ามาดำเนินงานในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ระบบศิลปะของไทยยังคงเป็นระบบภายในประเทศและยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับเวทีโลกอย่างแท้จริง
“จากช่องว่างดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง ‘เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์’ ซึ่งมีเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เพื่อการเชื่อมโยงวงการศิลปะไทยให้เข้ากับวงการนานาชาติ ควบคู่ไปกับการผลักดันประเด็นด้านนโยบาย เช่น การยกเว้นภาษี เพื่อสร้างความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนระดับสากล ซึ่งเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า” มาริษากล่าว

ในปัจจุบัน เธอมองว่าวงการศิลปะไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหา ซึ่งเต็มไปด้วยพลังอย่างมากมาย ทั้งมีสถาบันและพิพิธภัณฑ์ศิลปะเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น MOCA พิพิธภัณฑ์ในภาคเหนือ Jim Thompson Art Center, Bangkok Kunsthalle, Khaoyai Art Forest และล่าสุดคือ Dib Bangkok ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ เธอมองว่าสถาบันเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกัน แต่ทำงาน เกื้อหนุนกัน โดยแต่ละแห่งมีโมเดล แนวคิด และบทบาทที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ภาพรวมของวงการศิลปะไทยมีความหลากหลายและแข็งแรงมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ Khaoyai Art Forest มีความโดดเด่น คือการทลายกรอบเดิมของพิพิธภัณฑ์ และไม่ยึดติดกับรูปแบบดั้งเดิม แต่เปิดพื้นที่ให้กับการทดลอง การแสดงสด และกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ผู้ชมเห็นศิลปินทำงานจริง การจัดโครงการพำนักศิลปินและภัณฑารักษ์ หรือการนำกระบวนการบูรณะผลงานศิลปะออกมาแสดงต่อสาธารณะ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ไม่ใช่งานเบื้องหลังที่ถูกซ่อนเอาไว้
แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจโลกศิลปะในเชิงลึก เห็นถึงแรงงาน ความรู้ และความละเอียดอ่อนที่อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างศิลปิน สถาบัน และสาธารณชนได้อย่างแท้จริง จนส่งผลให้สถาบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จากสื่อศิลปะชั้นนำของโลก รวมถึงการได้รับการยกย่องจากสื่อในเครือ New York Times
มาริษายังสังเกตว่า ปัจจุบันมีศิลปิน ภัณฑารักษ์ และบุคลากรในวงการศิลปะจากต่างประเทศจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย บางคนใช้เวลาอยู่นาน และบางคนถึงขั้นพิจารณาย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับอนาคต เธอมีวิสัยทัศน์ในการสร้างความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน โดยมีแผนจะเชิญผู้นำจากสถาบันศิลปะต่าง ๆ มาพบปะแลกเปลี่ยนกันในรูปแบบ Roundtable เพื่อแบ่งปันแผนงาน ประสานทิศทาง และเสริมสร้างระบบนิเวศศิลปะของไทยให้แข็งแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุด มาริษา เจียรวนนท์ เชื่อว่า ผู้ชมชาวไทยกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมาก เมื่อพวกเขาได้เห็นกระบวนการทำงานของศิลปิน ได้เข้าใจงานบูรณะ และได้มีส่วนร่วมกับชุมชนศิลปะโดยตรง ผู้คนจะตระหนักว่า ศิลปะไม่ใช่สิ่งไกลตัวหรือสูงส่งเกินเอื้อม แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของวงการศิลปะไทยเต็มไปด้วยพลังและความหวัง
เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ เมื่อศิลปะเชื่อมโยงเข้าธรรมชาติ
ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติคงเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกับศิลปะอย่างแยกไม่ออก “เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์” จากผู้ก่อตั้ง “มาริษา เจียรวนนท์” จึงเป็นการสร้างมโนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ช่วยส่งเสริมให้เขาใหญ่ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะ
บนพื้นที่แห่งนี้เปรียบดั่งแกลเลอรี่ในธรรมชาติ ที่จัดแสดงผลงานของศิลปะมากมาย อาทิ ชิ้นงาน Madrid Circle ซึ่งอยู่ด้านบนสุดของเนินเขา, GOD หินสลัก 2 ก้อนที่มีคำว่าพระเจ้าซ่อนอยู่ด้านใน, Two Planets Series วิดีโอที่ให้เรานั่งชมท่ามกลางป่า
และไฮไลต์ที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด ศิลปะจากสายหมอกที่แสนงดงาม เยือกเย็น โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น ฟูจิโกะ นากายะ ร่วมกับสถาปนิกเชิงพื้นที่ เมื่อได้เวลาจัดแสดง ไอหมอกจะถูกปล่อยออกมาบนเนินสูงสลับต่ำค่อย ๆ เยื้องย่างครอบคลุมพื้นที่ จนเกิดเป็นความงดงามเหนือคำบรรยาย ให้อารมณ์ที่ต่างกันเมื่อเรายืนอยู่ในไอหมอก และเมื่อถอยออกมาลองเป็นผู้ชมอยู่ไกล ๆ

บนพื้นที่แห่งนี้ แม้แต่อาหารยังเป็นงานศิลปะที่ตั้งใจรังสรรค์มาอย่างดี โดยล่าสุด “เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์” ได้แต่งตั้ง เชฟวุฒิ วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร เป็น “เชฟผู้สร้างสรรค์เชิงศิลป์” ถ่ายทอดประสบการณ์อาหารร่วมสมัยจากธรรมชาติ ด้วยคอร์สพิเศษ 7 องก์ “Bloom by Wuttisak” ที่เชฟตั้งใจรังสรรค์อย่างพิถีพิถันทั้งรสชาติอาหาร และการจัดวางที่สวยงามกลมกลืนธรรมชาติเสมือนกำลังลิ้มรสงานศิลปะ
โดยเชฟวุฒิพูดถึงปรัชญาและแรงบันดาลใจ เบื้องหลังการรังสรรค์คอร์สพิเศษสำหรับ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ ไว้อย่างน่าสนใจ “การทำอาหารกับงานศิลปะ เป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก” เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า ส่วนตัวได้ศึกษาเทคนิคการตกแต่งจานอาหารของเชฟชื่อดังทั่วโลก ที่มักจะผสมผสานความเป็นศิลปะเข้ากับการจัดจานได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะการใช้สีสันตัดกันให้ดูน่าสนใจเหมือนเทคนิคที่ใช้ในวงการแฟชั่นและศิลปะ

“การนำคู่สีตัดกันมาใช้ในจานอาหาร ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ดีไซเนอร์จับคู่เฉดสีของแฟชั่นในแต่ละฤดูกาล อย่างการที่ผู้หญิงสวมใส่ Black Dress กับ Accessories สีทอง การใช้เฉดสีที่ตัดกัน หรือแม้แต่คู่สีที่กลมกลืนกัน ทำให้จานอาหารดูน่าสนใจและมีมิติขึ้นมาทันที”
เชฟวุฒิยอมรับว่า การได้ร่วมงานกับ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ ถือเป็นความภูมิใจและความท้าทายสำหรับเขา เพราะต้องรังสรรค์จานอาหารที่ผสมผสานระหว่าง “การพัฒนาเมนูพื้นบ้าน” ควบคู่ไปกับ “การสร้างสรรค์สิ่งใหม่” โจทย์ที่ยากและท้าทายที่สุด คือการยกระดับรสชาติอาหารพื้นบ้านให้มีความร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
