เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เอกนิติ ย้ำ Quick Big Win เดินหน้าต่อ แม้ยุบสภาฯ หนุนเศรษฐกิจ Q4/68 โตเกิน 1%

07 ม.ค. 2569 | 17:19น.
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

‘เอกนิติ’ เผยมาตรการ Quick Big Win เดินหน้าต่อได้ แม้ยุบสภาฯ ชี้เศรษฐกิจฟื้นชัด หนุนจีดีพีไตรมาส 4/2568 โตเกิน 1%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการเศรษฐกิจสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา อย่าง Quick Big Win ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ภายใต้กรอบ 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ยังคงสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะอยู่ในช่วงยุบสภาฯ เนื่องจากได้ออกแบบระบบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้โดยไม่สะดุด ดังนี้

เสาที่ 1 สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงสิ้นเดือนธันวาคม ใช้เวลาเพียงราว 2 เดือน แต่ส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการกระจายเม็ดเงินไปสู่ต่างจังหวัดมากถึงกว่า 85% ขณะที่กรุงเทพฯ 15-16% ช่วยพยุงกำลังซื้อฐานราก ลดการรั่วไหลออกนอกประเทศ และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

“เงินที่ใช้ผ่านโครงการเหล่านี้ถูกนำไปใช้จ่ายกับสินค้าและบริการในประเทศ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่อง วัดผลได้ชัดเจน และให้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการแจกเงินโดยตรง” นายเอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ การประเมินเบื้องต้นคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 1% ในไตรมาส 4/2568 และอาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการขั้นต่ำที่เคยประเมินโครงการคนละครึ่งพลัสไว้ที่ 0.2% โดยคาดว่าจะเห็นตัวเลขชัดเจนจากการประกาศของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในเดือน ก.พ. 69 นี้

เสาที่ 2 การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

นายเอกนิติกล่าวว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว โดยมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ NPLs ที่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน วงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งคิดเป็นกว่า 60% ของหนี้เสียทั้งระบบ ครอบคลุมประชาชนราว 1 ล้านคน หรือกว่า 1.2 ล้านบัญชี

โครงการดังกล่าวดำเนินการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อรวบรวมหนี้จากหลายสถาบันการเงิน ปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสม เปิดทางให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หรือยืดระยะเวลาผ่อนชำระ พร้อมปลดประวัติเครดิตบูโร เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ลดภาระหนี้ แต่เป็นการชุบชีวิตคน ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ พร้อมเสริมวินัยทางการเงิน เพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรหนี้เดิม” นายเอกนิติกล่าว

เสาที่ 3 มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี

รมว.คลัง ระบุว่า ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการคืนภาษีค้างจ่ายเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กรมสรรพากรมีการคืนให้เอสเอ็มอีแล้วเกือบ 60,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการสินเชื่อและการค้ำประกันเพิ่มเติมผ่าน บสย. และโครงการ SME Credit Boost เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในวันที่ 15 มกราคม 2569

เสาที่ 4 ส่งเสริมการออม

สำหรับโครงการพันธบัตรรัฐบาล “ออม พลัส” นายเอกนิติ ระบุว่า การออกแบบโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถเปิดจำหน่ายได้ทันที เนื่องจากต้องพิจารณาข้อกฎหมายบางประการอย่างรอบคอบ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ ยืนยันว่าหลักการและระบบพร้อมแล้ว และคาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนซื้อพันธบัตรออมทรัพย์พลัสได้เป็นประจำทุกเดือนในอนาคต

“ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ทั้งดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งมีเงินออม แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น มีทางเลือกที่ปลอดภัยมากขึ้นผ่านพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือออมเงินที่มั่นคงและเหมาะกับสังคมผู้สูงอายุของไทย” นายเอกนิติ กล่าว

ขณะที่มาตรการส่งเสริมผู้ซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) ได้รับความเห็นชอบจากกฤษฎีกาแล้วบางส่วน โดยไม่สามารถยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169 เช่น การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงกับประกันบางประเภท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้และได้ดำเนินการแล้ว คือ การเปิดโอกาสให้บริษัทประกันสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้เอาประกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ถือกรมธรรม์และตลาดทุนโดยรวม

ส่วนกรณีมาตรการ Thailand Individual Saving Account (TISA)แนวคิดดังกล่าวยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของการออมและการลงทุนระยะยาว รวมถึงการลดการบิดเบือนตลาดแบบที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF ในอดีต

นายเอกนิติอธิบายว่า แนวคิดเดิมของ TISA ต้องการทำให้สิทธิประโยชน์ด้านการออมมีความยั่งยืนในระยะยาว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกปี โดยวงเงินลดหย่อนภาษีรวมในปี 2569 ลดลงจากเดิมที่ 8 แสนบาท มาอยู่ที่ 6 แสนบาท ก่อนจะลดเหลือ 5 แสนบาท ในปี 2570 ขณะที่ TISA จะยังคงวงเงินลดหย่อนภาษีที่ 800,000 บาทอย่างถาวร

ซึ่งจะช่วยจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ไม่ใช่เป็นประโยชน์เฉพาะคนรายได้สูง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลรับฟังข้อสังเกตทั้งหมด และพร้อมนำไปปรับปรุงหากมีโอกาสในอนาคต

เสาที่ 5 การลงทุน

นายเอกนิติระบุว่า การดำเนินงานเป็นไปตามแผนและสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ โดยบีโอไอจะปรับทิศทางจากการส่งเสริมการลงทุน Data Center ที่สร้างการจ้างงานต่ำ ไปสู่การต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น บริการคลาวด์

ขณะที่ฐานรากด้านวินัยการคลังยังอยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ โดย S&P Global Ratings คงอันดับเครดิตไทยที่ BBB+ และมุมมอง Stable จากแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) สะท้อนศักยภาพในการปรับสมดุลการคลังในระยะต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ Moody’s และ Fitch จะปรับมุมมองเป็น Negative แต่ยังคงอันดับเครดิตของประเทศไทย