Skip to content

ปรับแผนท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ชงรัฐบาลใหม่เลิก PPP หันแบ่งที่ให้เช่าแทน

11 ม.ค. 2569 | 17:48น.
ปรับแผนท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ชงรัฐบาลใหม่เลิก PPP หันแบ่งที่ให้เช่าแทน

ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ช่วงที่ 2 หงอย ไม่มีนักลงทุนยื่นซองแม้แต่รายเดียว พิษอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทรุดยาว ด้าน กนอ.-EEC ไฟเขียว ขอปรับแผนใหม่ ปรับจากร่วมลงทุน PPP เป็นให้เอกชนเช่าพื้นที่เหมือนนิคม ในแปลง A และ C 
หวังได้อุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามา ชี้รอแค่รัฐบาลใหม่อนุมัติ พร้อมลุยทันที เพราะมีเอกชนสนใจแล้ว

นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง เป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่อยู่ในแผนของ EEC Project List มูลค่าโครงการ 93,625 ล้านบาท โดยกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีทีแทงค์ฯ เป็นผู้ชนะประมูล ตั้งบริษัทลูกชื่อ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด ลงนามสัญญากับ กนอ. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เพื่อพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ในส่วนที่เป็นการพัฒนาท่าเรือและคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ความจุ 11 ล้านตันต่อปี รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการเป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้เข้าสู่ช่วงที่ 2 แล้ว ซึ่งเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้เป็นรูปแบบ PPP Net Cost โดยประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

ตามขั้นตอนได้ประกาศเชิญชวนนักลงทุนเพื่อยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนแล้วตั้งแต่ปี 2566 แต่กลับไม่มีนักลงทุนรายใดยื่นเสนอหรือสนใจโครงการแม้แต่รายเดียว ส่งผลให้แผนการลงทุนในช่วงระยะที่ 2 ต้องล่าช้าออกไป จากแผนเดิมที่ต้องลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2567 เปิดดำเนินการได้ในปี 2569 ดังนั้น กนอ.และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้หารือเพื่อหาทางออกและได้ข้อสรุปว่าจำเป็นที่ต้องดึงโครงการดังกล่าวออกจากแผน PPP เพื่อให้โครงการนี้ได้เดินต่อ โดยข้อสรุปได้เตรียมที่จะเข้า ครม.ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงต้องรอ ครม.ชุดใหม่

“เราจำเป็นต้องปรับแผน ถ้ายังฝืนทำเป็น PPP ต่อมันจะไม่มีใครมาทำ และทำให้โครงการนี้ช้าไปด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าช้าเป็นปีแล้ว แผนใหม่หลังออกจาก PPP คาดว่าจะใช้รูปแบบเหมือนการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม คือจะให้เอกชนที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่ เช่าหรือซื้อที่ดินแทน สำหรับเหตุผลของการไม่มีผู้สนใจเข้ายื่นข้อเสนอ คาดว่าอาจเป็นเพราะเมื่อเข้ามาศึกษาผลประโยชน์แล้วไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เพราะปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หากเปิดให้เป็นการลงทุนจากเอกชน 100% โมเดลนี้คาดว่าจะมีนักลงทุนเข้ามา เพราะเมื่อเป็นรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการได้เร็วกว่า ยอมรับว่าช้ากว่าแผนเดิม และต้องขยับการเสร็จสมบูรณ์ไปเป็นปี 2570”

นางสุภาภรณ์ เสนาลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการร่วมลงทุน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 นั้น มีพื้นที่รวมทั้งหมด 1,000 ไร่ เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ 550 ไร่ แปลง A 200 ไร่ (หน้าท่าติดทะเล) แปลง B 200 ไร่ (หน้าท่าติดทะเล) แปลง C 150 ไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่เก็บตะกอนจากการถมทะเล 450 ไร่ โดยแบ่งการพัฒนาโครงการเป็น 2 ช่วงคือช่วงที่ 1 (MTP 3.1) จะเป็นงานถมทะเล ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 ไร่ ทั้งหมดเป็นการลงทุนของบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) แล้วเสร็จ 100% ส่งมอบพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดย กนอ.มีหน้าที่ชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการให้เอกชนเป็นระยะเวลา 30 ปี

นอกจากนี้ กนอ.ได้คืนพื้นที่แปลง B ให้ Gulf MTP เพื่อทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572 ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่าง ๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก แต่ต้องเปลี่ยนแผน เพราะขณะที่เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยังมีอัตราเติบโตทั้งความต้องการและราคาที่สูง แต่หลังโควิด-19 เป็นช่วงที่ต้องคัดเลือกเอกชนที่มาลงทุน ปรากฏว่าจีนที่เคยนำเข้าปิโตรเคมีจากไทย เปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตใช้ในประเทศเอง และเมื่อผลิตเกินจนซัพพลายล้นและส่งออกมาแข่งขันกับไทย ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่มีการลงทุนใหม่ในประเทศไทย

โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ช่วงที่ 2 ซึ่งเปิดเชิญชวนและยื่นข้อเสนอถึง 2 ครั้งคือ เดือนมิถุนายน 2565 และมิถุนายน 2566 จึงไม่มีเอกชนสนใจ กนอ.ร่วมกับ EEC ต้องทบทวนผลการศึกษาใหม่ และพบว่าการขนส่งสินค้าเหลวลดลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 4 บอร์ด EEC จึงเห็นชอบให้ปรับรูปแบบโครงการใหม่ เป็นการแบ่งพื้นที่ให้เช่า ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นกว่าเดิม กล่าวคือหากเป็น PPP เอกชนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องรับพื้นที่แปลง A หรือแปลง C ไปดำเนินโครงการทั้งแปลง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นการให้เช่าพื้นที่ สามารถปรับเปลี่ยนขนาดแปลงได้ตามความเหมาะสม ทำให้เกิดความน่าสนใจต่อนักลงทุนมากกว่า

“ตอนนี้รอรัฐบาลใหม่เห็นชอบก็เรียบร้อย ยอมรับว่าโครงการล่าช้ามา 3 ปี นับตั้งแต่เปิดเชิญชวนนักลงทุนเมื่อปี 2565 แต่ที่ช้านั้นเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราไม่ได้เสียโอกาส เพราะการแบ่งแปลงเล็ก ๆ ให้เช่าเหมือนในนิคมอุตสาหกรรม เราก็จะได้พื้นที่การลงทุนจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มอีก ที่เสียโอกาสก็เพียงแต่ กนอ.ไม่มีรายได้จากค่าเช่า และจากการหารือ ทาง กนอ.ยืนยันว่าตอนนี้มีนักลงทุนสนใจพื้นที่แล้ว เมื่อรัฐไฟเขียวก็น่าจะเกิดการลงทุนทันที”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

PPP กนอ. ท่าเรือมาบตาพุด