Skip to content

เทียบนโยบายแก้ฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม พรรคการเมืองใหญ่ ศึกเลือกตั้ง 2569

13 ม.ค. 2569 | 15:57น.
เทียบนโยบายแก้ฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม พรรคการเมืองใหญ่ ศึกเลือกตั้ง 2569

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และคุณภาพสิ่งแวดล้อม กลายเป็นหนึ่งใน “วาระร่วมของสังคม” ที่ทุกพรรคการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 นโยบายที่นำเสนอสะท้อนทั้งมุมมองเชิงโครงสร้าง การบริหารจัดการรัฐ ไปจนถึงบทบาทของประชาชนและภาคเอกชน

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมแนวนโยบายของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ โดยยึดตามข้อมูลที่พรรคประกาศใช้ในการหาเสียง

เพื่อไทย : อากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชน แก้ฝุ่นครบวงจรทุกระยะ

พรรคเพื่อไทยวางกรอบปัญหา PM 2.5 เป็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” โดยมีแกนหลักคือการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสร้างกลไกถาวรในการจัดการคุณภาพอากาศ

โดยมีกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหา ดังนี้

ระยะสั้น : ทันทีหน่วยงานรัฐต้องแจ้งเตือนค่าฝุ่นล่วงหน้าให้ประชาชนวางแผนได้กรณีฝุ่นสูงจะมีการอพยพกลุ่มเสี่ยงให้ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แบบเดียวกับที่รับมือกับภัยพิบัติอื่น ๆ พร้อมทั้งแจกหน้ากากให้กลุ่มเปราะบางรวมถึงสั่งหยุดโรงเรียนเพื่อลดความเสี่ยง

ระยะกลาง : เพื่อไทยจะประสานกับกรมชลประทานให้ปล่อยน้ำเข้านาหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเปลี่ยนตอข้าวให้เป็นปุ๋ยสำหรับอ้อยจะประสานโรงงานน้ำตาลให้ลงทุนตัดอ้อยไถกลบแทนการเผา ควบคู่กันไปจะมีการปลูกต้นไม้เพื่อดักจับฝุ่นและจูงใจให้คนหันมาใช้ รถพลังงานสะอาดด้วยมาตรการทางภาษี

ระยะยาว : ต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการปัญหาฝุ่น บังคับใช้กฎหมายกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เจรจากับเพื่อนบ้านเพื่อร่วมกันยุติปัญหาฝุ่นทั้งในประเทศและข้าม พรมแดน รวมถึงพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือเกษตร เก็บเกี่ยวและขุดกลบที่ไม่ต้องเผา เพื่อจัดการฝุ่นให้ถึงต้นตอ

ภูมิใจไทย : ขนส่งไฟฟ้า-พลังงานสะอาด ลดฝุ่นลดค่าครองชีพ

นโยบายด้าน PM 2.5 ของพรรคภูมิใจไทย วางอยู่บนแนวคิดว่า การลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการใช้พลังงานและการเดินทางในชีวิตประจำวัน จะให้ผลยั่งยืนกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยผูกการแก้ฝุ่นเข้ากับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

แกนหลักคือการ เปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เสนอค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท สูงสุด 40 บาท ทุกเที่ยว ทุกสาย ตลอดวัน และตั้งเป้าเปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดภายใน 3 ปี เพื่อลดฝุ่นจากยานยนต์และจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น แทนรถส่วนบุคคล

อีกด้านหนึ่งคือ นโยบายพลังงานสะอาดระดับครัวเรือน ผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์หลังคาบ้านฟรี ลดค่าไฟเฉลี่ยราว 450 บาทต่อเดือน พร้อมระบบเครดิตพลังงานจากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้รัฐ เพื่อนำไปใช้กับค่าไฟหรือยานพาหนะไฟฟ้าในระยะยาว

เพื่อเชื่อมพลังงานสะอาดกับการเดินทางจริง พรรคเสนอให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีสิทธิซื้อ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ในราคาต่ำ ผ่อนชำระระยะยาว และใช้เครดิตพลังงานชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งช่วยลดมลพิษในระดับชุมชนและลดต้นทุนการเดินทางของประชาชนรายได้น้อย

พรรคประชาชน : ปฏิรูประบบบัญชาการ เอาผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบ

พรรคประชาชนเสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างรัฐและกลไกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ดังนี้

แก้ปัญหาระบบบัญชาการ : จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ” รวมอำนาจสั่งการทุกกระทรวง จัดการทุกต้นตอ เตรียมรับมือล่วงหน้าและประเมินผลอย่างเป็นระบบแทนการทำงานแบบต่างคนต่างทำ

ส้มสู้ไฟป่า : จัดการไฟป่าด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี ปลดล็อกท้องถิ่นจัดการไฟป่าพร้อมงบประมาณ และการหยุดไฟตั้งแต่ต้นทางก่อนลุกลามเป็นวิกฤตฝุ่น

แก้ฝุ่นพิษภาคเกษตร : เกษตรไม่เผา ใช้ดาวเทียมคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง สนับสนุนเครื่องจักรไถกลบ แปรรูปเศษวัสดุเป็นรายได้ และบังคับผู้รับซื้อร่วมรับผิดชอบห่วงโซ่การผลิต เพื่อหยุดฝุ่นพิษที่ต้นตออย่างยั่งยืน

แก้มลพิษทางอากาศข้ามแดน : ผลักดันฝุ่นข้ามแดนสู่เวทีโลก ยกระดับมลพิษอากาศเป็นวาระความมั่นคงทางสุขภาพ เพื่อสร้างสภาพบังคับและมาตรฐานสากลในการปกป้องลมหายใจของประชาชน

ลดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ : คมนาคมสะอาด จำกัดเขตมลพิษต่ำ กำหนดอายุรถเก่า ปลุกขนส่งสาธารณะด้วยตั๋วร่วม

ผู้ปล่อยมลพิษต้องรับผิดชอบ : เปลี่ยนมลพิษที่เคยฟรีให้เป็นต้นทุน บังคับผู้ก่อมลพิษแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสังคม พร้อมใช้มาตรการการเงินปรับพฤติกรรมการปล่อยฝุ่นจากต้นตอ

แก้ปัญหามลพิษอากาศอุตสาหกรรม : ผลักดันกฎหมาย PRTR บังคับโรงงานรายงานและเปิดเผยปริมาณการปล่อยมลพิษสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง

ประชาธิปัตย์ : ใช้ข้อมูลจริง-การค้า-ความร่วมมือข้ามพรมแดน

ประชาธิปัตย์นำเสนอการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เชิงรุก ด้วยข้อมูลจริง มาตรการตรงจุด และความรับผิดชอบข้ามพรมแดนเชิงรุก โดยอาศัย ข้อมูลวิทยาศาสตร์และกลไกทางการค้า ดังนี้ 

ติดตั้ง Super Sensor ทั่วประเทศ : พัฒนาระบบตรวจวัดอากาศที่สามารถตรวจจับสารก่อมะเร็งใน PM 2.5 ได้โดยตรง เพื่อให้รัฐมีข้อมูลเชิงลึกสำหรับออกมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้ข้อมูลนำการป้องกัน : นำข้อมูลจาก Super Sensor มาเชื่อมโยงกับการกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการควบคุมแหล่งปล่อยฝุ่น ลดความเสี่ยงสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ตัดวงจรฝุ่นจากการเผา : งดนำเข้าผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผาพื้นที่ทำการเกษตร เพื่อลดแรงจูงใจในการเผาและป้องกันฝุ่นข้ามพรมแดน

สร้างมาตรฐานการค้าเพื่ออากาศสะอาด : ใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือกดดันให้การผลิตสินค้าเกษตรต้องไม่สร้างมลพิษ ส่งสัญญาณชัดว่าคุณภาพอากาศของประชาชนเป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้