วีระยุทธชูปรับสูตรค่าแรงให้เป็นสากล ปรับขึ้นโดยเฉลี่ย 4% ไม่ต้องรอเลือกตั้ง มั่นใจเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ ให้สินเชื่อลงไปที่ SMEs ไซซ์ S มั่นใจหวยใบเสร็จตัวเปลี่ยนเกมทำให้เกิดกำลังซื้อยั่งยืน
“ประชาชาติธุรกิจ” จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในสมรภูมิที่ 3 เรื่องค่าแรงขั้นต่ำกี่บาทที่เหมาะสม และจะช่วย SMEs ให้รอดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไร นายวีระยุทธกล่าวว่า พรรคประชาชนเสนอให้มีการปรับสูตรปรับฐาน โดยไม่ได้กระชากค่าแรง หมายความว่าปัจจุบันอัตราค่าแรงในประเทศแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน เพราะมีสูตรคำนวณของแต่ละจังหวัด ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าสูตรดังกล่าวมีการลดทอน ลดคุณค่าผลิตภาพแรงงานมากเกินไป
พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับสูตรปรับฐานที่เป็นสากล และให้คุณค่าของพี่น้องแรงงาน ค่าแรงจะขยับขึ้นโดยเฉลี่ย 4% หลังจากนั้นจะขยับขึ้นโดยไม่ต้องรอการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งแรงงานจะลุ้นทุกครั้งว่าค่าแรงจะขยับตาม ดังนั้น จึงอยากให้การขึ้นค่าแรงเป็นระบบ และยังเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากสามารถคาดการณ์ได้แต่ละปีค่าแรงจะขยับขึ้นไปเท่าไหร่ และสอดคล้องกับตัวจีดีพีประเทศกับผลิตภาพของแรงงาน ดังนั้น ในปี 2570 จะทยอยขึ้นปีละ 4%
นายวีระยุทธกล่าวว่า ส่วนภาค SMEs มีปัญหา 4 ด้านที่ต้องแก้ปัญหาไปพร้อมกัน ด้านแรกทำอย่างไรจะเพิ่มการค้ำประกันโดยกลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีอยู่ ทำให้สินเชื่อลงไปที่ SMEs โดยเฉพาะขนาดไซซ์ S มากขึ้น และนอกจากได้สินเชื่อยังไม่พอ ต้องมีกำลังซื้อด้วย ดังนั้น นโยบายหวยใบเสร็จจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้เกิดกำลังซื้ออย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเครดิตเทอม 45 วัน ที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs ต้องชำระเงินภายในระยะเวลา 45 วัน โดยจะต้องมีการกวดขันให้มีการจ่ายเงินจริง รวมถึง e-Factoring ให้ SMEs สามารถนำใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Invoice) ไปแปลงเป็นเงินสด ทำให้หมุนเงินได้ทันที
ขณะที่ตลาดออนไลน์ SMEs ไทยไม่ค่อยใช้ประโยชน์เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะออนไลน์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เราจำเป็นต้องช่วยเปิดตลาดออนไลน์ให้ SMEs หากดูบทเรียนจากที่สินค้าจีนมาตีตลาดไทยได้ ก็เพราะมี Warehouse ที่ไทย ถ้าเรามี Warehouse อยู่ในประเทศจะเป็นการเพิ่มแต้มต่อที่สำคัญมาก เช่น ถ้าเราอยากขายสินค้าเกษตรให้กับมาเลเซียหรือสิงคโปร์มากขึ้น เราก็จำเป็นต้องมี Warehouse ตรงนี้
นอกจากนี้ เราจะเสนอพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจากแพลตฟอร์ม ซึ่งจำเป็นต้องมีการคุ้มครองที่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ทำให้เกิดประกันภัยภาคบังคับ ถ้าเกิดอุบัติเหตุสามารถนำเงินมาใช้ได้ รวมถึงตั้งเป็นกองทุนคุ้มครองสวัสดิการ รวมถึงยกระดับความปลอดภัยก็เป็นสำคัญ มีแม่บ้านทำความสะอาดบ้าน ซ่อมบ้านทำงานผ่านแพลตฟอร์ม จำเป็นต้องเพิ่มยกระดับความปลอดภัย เพื่อตรวจสอบได้อย่างเรียลไทม์