ไทยเปิดตัวแลนด์มาร์กเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ดึงผู้นำ 191 ประเทศร่วมงาน 2 หมื่นคน
กระทรวงการคลัง ร่วมกับธปท. และกรุงเทพมหานคร ประกาศความพร้อมในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 69 เปิดตัวแลนด์มาร์ก-ตอกย้ำบทบาทไทยบนเวทีเศรษฐกิจการเงินโลก พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” สู่ความร่วมมือพหุภาคี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเปิดตัวแลนด์มาร์กการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 หรือ 2026 International Monetary Fund (IMF) – World Bank Annual Meetings 2026 ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับนานาชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดกรอบความร่วมมือและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก
โดยจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน จากประเทศสมาชิก 191 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม เพื่อหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงินการคลัง การลดความยากจน และการพัฒนาสู่ความยั่งยืน
นายเอกนิติระบุว่า การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการคลังและการเงินของโลก” และนับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ หลังจากเคยจัดขึ้นเมื่อปี 2534 โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำเสนอการเป็นเจ้าภาพในนามทีมประเทศไทยต่อผู้นำประเทศต่างๆ บนเวที World Economic Forum ซึ่งได้รับความสนใจจากนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ OECD และองค์การสหประชาชาติ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในเวทีการเงินโลก
“การที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพอีกครั้งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในหลายมิติ ในระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านภาคการท่องเที่ยว และการบริการ ในระยะกลางและระยะยาว จะเป็นโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนให้มองเห็นความน่าสนใจของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ผ่านการสะท้อนศักยภาพ มาตรฐาน และความพร้อม ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง และบุคลากร
อีกทั้งได้แสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงบทบาทของไทยในการสร้างเสถียรภาพ และส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจโลกภายใต้กติกาสากล นำมาสู่ความร่วมมือพหุภาคี ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่คนไทยจะได้สะท้อนบริบททางวัฒนธรรมผ่านการต้อนรับที่อบอุ่น และเป็นเอกลักษณ์” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เม็ดเงินจากการจัดงานจะมีมูลค่าหลายพันล้านบาท แต่ผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งกว่าคือผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะตามมา จากการที่ประเทศไทยแสดงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการประชุมและการเงินของภูมิภาค
สำหรับแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทยหลังผ่านการเปลี่ยนแปลงตลอด 35 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ไม่วัดเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เข้มแข็งจากภายใน ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติของการเสริมพลังประชาชน และการสร้างภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ การเงิน พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สาระหลักของการประชุมดังกล่าวจะครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การรับมือโลกที่แบ่งขั้วและความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการคลังและการเงิน 2) การพัฒนาการเงินดิจิทัลและการใช้ AI เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ควบคู่การบริหารความเสี่ยงและการคุ้มครองประชาชน และ 3) เครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความผันผวนของโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความร่วมมือแบบ “ภาครัฐ-ภาคเอกชน” ในฐานะเจ้าภาพร่วม โดยจะเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงการจัดงานต่างๆ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการระดมสมอง นำเสนอนวัตกรรม และให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงการคลังได้เริ่มหารือกับภาคเอกชน รวมถึงในกรอบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. และในเวทีนานาชาติอย่าง World Economic Forum
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำกลไกประสานงานระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นี้ ที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพการประชุม ได้สะท้อนเสียงจากประชาชนทุกภาคส่วน และเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าโลกอยู่ในช่วงความผันผวน ภายใต้ระเบียบโลก ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลวเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก เป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญ ภายใต้ “ประเทศไทยขอบฟ้าใหม่” ในการหารือประเด็นความท้าทายทางเศรษฐกิจการเงินที่เป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ในส่วนของภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมผลักดันแนวคิด “Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) for Financial Wellbeing” เพื่อมุ่งเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกันใหม่” ให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้
โดยครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดภัยทุจริตทางดิจิทัล การเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาความพร้อมของระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
อย่างไรก็ดี ความสะดวกสบายทางการเงิน จะมาพร้อมกับภัยทุจริตทางดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนและสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2567 มีมูลค่าความเสียหาย 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง 2 ใน 3 อยู่ในเอเชีย
ดังนั้น งานวิเคราะห์วิจัยในเรื่องนี้ และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิผล รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับปัญหายังมีไม่มากนัก ซึ่งในส่วนของไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียอาจมีประสบการณ์และบทเรียนเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้ออกแบบแนวปฏิบัติให้เป็นสากลได้
จึงได้หารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) เพื่อผลักดันให้เกิดแนวทางการลดภัยทุจริตทางดิจิทัล เพื่อปกป้องผู้บริโภคและรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ทั้งนี้ ในห้วงของการประชุมฯ ทาง IMF และ World Bank Group จะมีบทบาทในการนำเสนอองค์ความรู้ที่จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และทั่วถึง อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเมืองที่มีศักยภาพในทุกมิติ สำหรับการจัดงานประชุมระดับโลก ทั้งระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่สะดวก และมีประสิทธิภาพความพร้อมด้านที่พัก ความปลอดภัย การบริการ ตลอดจนระบบสาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ระดับนานาชาติ ที่สำคัญคือ พลังของผู้คนและวัฒนธรรมการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทยที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

“แลนด์มาร์กการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ณ ลานอเนกประสงค์ สวนเบญจกิติ ด้านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นี้ จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะเมืองเจ้าภาพที่พร้อมเชื่อมต่อกับนานาชาติ
และส่งเสริมบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดี และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมแลนด์มาร์กได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 04.30-22.00 น. ตามเวลาทำการของสวนเบญจกิติ” นายชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 หรือ 2026 International Monetary Fund (IMF) – World Bank Annual Meetings 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์