เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

จับตา 2 ขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ ‘ย่ำอยู่กับที่’

08 ก.พ. 2569 | 08:24น.
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

นักวิชาการอิสระเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กล้าในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง โดยมักอิงข้อมูลทั้งทางพฤติกรรมข้อมูลจากผลการสำรวจและมุมมองจากทัศนคติส่วนตัว แน่นอนว่าการให้ความเห็นต่าง ๆ ย่อมไม่มีถูกหรือผิด แต่ยอมรับได้ว่า เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่อาจทำให้สาธารณชนคล้อยตาม

หรือคิดต่าง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ย่อมมีการประเมินกระแสการเลือกตั้งและโจทย์เศรษฐกิจหลังเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งถูกจับตาไปที่ 2 พรรคใหญ่ คือ “ภูมิใจไทย” กับ “ประชาชน” ที่ขับเคี่ยวสู่การเป็นแกนนำ ที่คาดว่าน่าจะได้รับการเลือกตั้งในอันดับหนึ่งและสอง นำไปสู่โจทย์ใหญ่ของการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พร้อมกับการประเมินความท้าทายใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญและกำลังรอให้แก้ไข คือ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก

รัฐบาลผสมเช่นเดิม

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้จะมีพรรคการเมืองจำนวนมากลงแข่งขัน แต่คาดว่าจะมีเพียง 4 พรรคหลัก ที่มีโอกาสได้ที่นั่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นจำนวนมาก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะมีเพียงพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ชิงบทบาทเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งว่า ทั้งสองพรรคจะได้รับจำนวนที่นั่ง สส. มากน้อยเพียงใด

หากประเมินแบบเร็ว ๆ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่า จะไม่มีพรรคใดได้รับที่นั่ง สส. เกิน 250 คน ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ส่งผลให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีแนวโน้มจะเป็นรัฐบาลผสมเช่นเดิม และต้องอาศัยการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งในขณะนี้ ต่างนำเสนอแนวนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะของ “นโยบายประชานิยม” ซึ่งไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โดยมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับ “ประชานิยมมาเกือบ 20 ปี” ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชาชนต่อคนต่อปี แทบไม่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับแนวนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ขณะที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น และไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างฐานรายได้ของประเทศในระยะยาว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้ม “ย่ำอยู่กับที่” มากกว่าจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ไร้นโยบายหาเงิน

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ระบุอีกว่า ในภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองนำเสนอในช่วงหาเสียงนั้น ยังขาดความชัดเจนในนโยบายการสร้างรายได้เข้าประเทศ หรือการขยายฐานรายได้ของประเทศในระยะยาว ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตบนแหล่งรายได้ใหม่ ทั้งจากการลงทุน การส่งออก หรืออุตสาหกรรมอนาคตนโยบายส่วนใหญ่ยังคงเป็นการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าการสร้างความสามารถในการหารายได้เพิ่ม

ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังส่งผลต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ กลับแทบไม่มีพรรคการเมืองใดนำเสนอแนวทางรับมืออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่ปัจจัยดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงระยะยาว การขาดการพูดถึงประเด็นนี้สะท้อนถึงช่องว่างเชิงนโยบายที่สำคัญ

ซึ่งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจำเป็นต้องเผชิญและเร่งกำหนดท่าทีอย่างชัดเจน ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชน ถือเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะปัญหารายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นส่งผลให้หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้ประชาชนเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตลดลง โดยเฉพาะภาคเกษตรและ SMEs ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่สูง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังมีข้อจำกัด และระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน

นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นและประสิทธิภาพของระบบราชการ รวมถึงระบบการศึกษาที่พัฒนาไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากรัฐบาลใหม่ไม่เร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน

ต้องเร่งจัดทัพและปฏิรูปกลไกรัฐ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องเผชิญและมีความเสี่ยงเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักใน
ปี 2569 หากไม่สามารถจัดทัพหรือปฏิรูปกลไกรัฐให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสามประเด็นเสี่ยงสำคัญต่อไปนี้

1.ระเบียบโลกใหม่ และ FTA คือ ระเบียบเศรษฐกิจโลก กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับการค้าทวิภาคีและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้น โดยปี 2569 จะเป็นปีที่หลายประเทศเร่งทำ FTA เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ การเจรจา FTA ของไทยที่ผ่านมาเคลื่อนไหวช้ากว่าเวียดนามและประเทศอาเซียนหลายประเทศ คำถามสำคัญคือ ไทยจะหาโอกาสจาก FTA ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งกรณีที่ไทยเจรจาเองและกรณีที่ไม่ได้มีส่วนร่วม เช่น FTA ยุโรป-อินเดีย ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-อินเดีย หรือข้อตกลงการค้าแคนาดา-จีน ขณะเดียวกันการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ ที่ยังไม่สามารถลงนามได้ภายใต้กรอบข้อตกลงเดิม ยังคงเป็นความท้าทายว่า ไทยจะต่อรองอย่างไร

2.ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และฝุ่น PM 2.5 เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลไทยในอดีตแก้ไขล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด กลไกการทำงาน และการบูรณาการหน่วยงานอย่างจริงจัง เมื่อเกิดวิกฤตซ้ำอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ความเสี่ยงจากสินค้าสวมสิทธิและมาตรการกีดกันทางการค้า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสหรัฐใช้มาตรการทางการค้า โดยเฉพาะการเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิในอัตราสูงถึง 40% หากไม่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสถานะของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข ยกระดับความสามารถของไทยให้แข่งขันได้ภายใต้ความเสี่ยงที่มี