หลังงานเชื้อเพลิง โดยเฉพาะจากก๊าซธรรมชาติ ยังถือเป็นพลังงานหลักที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องพลังงานฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ โดย นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้กล่าวถึงทิศทางและสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ
รวมถึงการจัดการปิโตรเลียมในปี 2569 รวมไปถึงการสำรวจ ปริมาณสำรองในปัจจุบัน เพราะต้องยอมรับว่า จากการผลิตปิโตรเลียมมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ เพื่อให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต การเดินหน้าในเรื่องของการพัฒนาการสำรวจและแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมก็เป็นสิ่งจำเป็น
ไทยผลิตปิโตรเลียมได้แค่ 30%
ในปี 2568 ที่ผ่านมา เราสามารถจัดหาปิโตรเลียมได้ประมาณ 1,966 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือคิดเป็นการผลิตได้ประมาณ 630,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ
เมื่อดูจำนวนจัดหาแล้วจะพบว่า เราผลิตภายในประเทศได้ประมาณ 30% หรือประมาณ 630 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และอีก 60-70% หรือประมาณ 1,336 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็นการนำเข้าทั้งสิ้น ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าปิโตรเลียมในภาพรวมอยู่ และไทยเองยังคงรักษาเสถียรภาพการผลิตได้ดีอย่างต่อเนื่องมั่นคง
“ปิโตรเลียมที่เราผลิตได้ก็จะมาจาก 3 แหล่งสำคัญ คือ ก๊าซธรรมชาติ ผลิตเฉลี่ยวันละ 2,695 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนใหญ่ได้มาจากในทะเล 96% และ 4% ได้จากบนบก ก๊าซธรรมชาติเหลว ผลิตได้วันละ 84,595 บาร์เรล 99% ได้จากทะเล และน้ำมันดิบ ผลิตได้วันละ 85,009 บาร์เรล ส่วนใหญ่ 68% ได้จากทะเล และ 32% ได้จากบนบก”
อย่างไรก็ดี หลังจากรับรู้การผลิตปิโตรเลียมแล้ว สิ่งที่ให้ความสำคัญและติดตามคือ ปริมาณสำรองของปิโตรเลียมของไทย เพราะปริมาณสำรองจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าหากประเทศไทยไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ไม่พัฒนาหรือสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มเติม จะทำให้ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1P (ปี 2567) ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้ได้อีกประมาณ 4.6 ปี ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 2P (ปี 2567) คาดว่าจะสามารถใช้ได้อีกประมาณ 8.3 ปี และการผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2567 ประมาณ 1,017 พันล้านลูกบาศก์ฟุต ทุกอย่างจะจบลง โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ
รอ ครม.เคาะสำรวจรอบ 25
กรมได้ให้สัมปทานในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มาแล้ว 24 รอบ (ช่วงปี 2514-2567) ปัจจุบันมี 34 สัมปทาน 47 แปลงสำรวจ โดยจะแบ่งเป็น บนบก 14 สัมปทาน 16 แปลงสำรวจ และทะเลอ่าวไทย 20 สัมปทาน 31 แปลงสำรวจ
นอกจากนี้ เรายังมีระบบ PSC การแบ่งปันผลผลิตด้วย จากการเปิดให้ยื่นซองขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 22 โดยมี 2 แปลง คือ เอราวัณ และบงกช และรอบที่ 24 มี 3 แปลง คือ G1/65, G2/65 และ G3/65 ปัจจุบันมี 5 สัญญา 5 แปลงสัญญา
นอกจากนี้ เรายังมีพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการดำเนินการใน 2 แปลง ด้วยระบบ PSC ได้แก่ แปลง A-18 ซึ่งได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 10 แหล่ง จะคงพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาร่วม
ทั้งนี้ เราอยู่ระหว่างเสนอ ครม. เห็นชอบในการทำสัญญาต่อไป และแปลง B-17-01 ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 19 แหล่ง ซึ่งได้ขยายเวลาสัญญาซื้อ-ขายก๊าซธรรมชาติ การผลิตเพิ่มในช่วงปี 2571-2581 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
และขณะนี้ กรมกำลังเข้าสู่การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในรอบ 25 ซึ่งได้ดำเนินการมาปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้มายื่นขอสิทธิ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ ซึ่งมีจำนวน 9 แปลง รวม 33,444.61 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 21 จังหวัด ในภาคอีสานและภาคกลางตอนบน อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้ามาดำเนินการ และรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อที่จะเสนอพิจารณาเห็นชอบ เพื่อประกาศรอบใหม่ต่อไป
อย่างไรก็ดี คาดว่าเงินลงทุนจากการสำรวจราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่องได้ และจะได้ปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่จะเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

เปิดสำรวจทะเลอันดามัน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน รอบที่ 25 ซึ่งยังต้องรอ ครม.ใหม่ในการพิจารณา แต่เราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว และคาดว่าเงินลงทุนเริ่มต้น อยู่ที่ 300-1,200 ล้านบาท พร้อมทั้งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยังคาดว่าจะมีปริมาณทรัพยากรก๊าซธรรมชาติประมาณ 1.5-4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
“เราคาดหวังว่าพื้นที่อันดามัน จะดึงดูดผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการปิโตรเลียมเข้ามาสำรวจ เพราะยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความน่าสนใจ และความสำคัญกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะเข้ามา และอันดามันจะเป็นโอกาสใหม่ของประเทศในอนาคต”
โดยเราคาดหวังคือ การได้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น การจ้างงาน รายได้ที่จะเข้ามาและจะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี เราได้เตรียมความพร้อมทั้งหมด และรอ ครม.ใหม่ เราก็พร้อมที่จะเสนอเพื่อให้มีการพิจารณาได้ทันที
เร่งแก้ กม.ปิโตรเลียมอุดช่องโหว่
อย่างไรก็ดี กรมยังให้ความสำคัญเรื่องของกฎหมายปิโตรเลียม เพราะการจะดำเนินการได้นั้นต้องมีความชัดเจนและต่อเนื่องในการพัฒนาปิโตรเลียม และทำอย่างไรที่จะดึงดูดบริษัทน้ำมันต่างชาติ บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และปิโตรเลียมจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศได้ดีกว่า LNG และไม่ให้เกิดการหยุดชะงักเหมือนในอดีต
ดังนั้น กรมอยู่ระหว่างของการปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. … โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารสัญญาที่กับบริษัทผู้ผลิตปิโตรเลียม เช่น ความต่อเนื่อง ระบบผลประโยชน์ของเอกชนและภาครัฐในการเปิดให้สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งปัจจุบันไทยมีทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) แต่อาจจะต้องเพิ่มอีกระบบ เพื่อใช้สำหรับแหล่งปิโตรเลียมที่หายาก มีน้อย โดยเฉพาะในการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 27 เพื่อจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยมากขึ้น โดยต้องยอมรับว่ากฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปี และหากได้ ครม.ชุดใหม่เข้ามา ก็พร้อมที่จะเสนอเพื่อการพิจารณา ก่อนที่จะเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาต่อไป
“กรมพยายามใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ไม่อยากให้เจอปิโตรเลียมแล้วพัฒนาไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายจะเข้ามาช่วยให้เกิดการต่อเนื่องและช่วยเอกชนในการสำรวจปิโตรเลียม และก่อประโยชน์ให้ได้ทั้ง 2 ฝ่าย รวมไปถึงการจัดเก็บรายได้”
อย่างปัจจุบันมีแหล่งปิโตรเลียมสินภูฮ่อม และแหล่งสิริกิติ์ (S1) จะสิ้นสุดการต่ออายุสัญญาสัมปทานในปี 2572 และปี 2574 ตามลำดับ ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตก๊าซและน้ำมันได้นาน 10 ปี หากเปิดประมูลใหม่เกรงว่าจะมีปัญหาขาดความต่อเนื่องเหมือนกรณีเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ (G1/65) ดังนั้นการผลักดันกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดการเสี่ยงโอกาสด้านพลังงานและรายได้ของประเทศ