เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

เปิดสำรวจปิโตรเลียมอันดามัน แก้ กม.ดึงนักลงทุนต่างชาติลงทุนไทย

12 ก.พ. 2569 | 11:22น.

หลังงานเชื้อเพลิง โดยเฉพาะจากก๊าซธรรมชาติ ยังถือเป็นพลังงานหลักที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องพลังงานฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ โดย นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้กล่าวถึงทิศทางและสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ

รวมถึงการจัดการปิโตรเลียมในปี 2569 รวมไปถึงการสำรวจ ปริมาณสำรองในปัจจุบัน เพราะต้องยอมรับว่า จากการผลิตปิโตรเลียมมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ เพื่อให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต การเดินหน้าในเรื่องของการพัฒนาการสำรวจและแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมก็เป็นสิ่งจำเป็น

ไทยผลิตปิโตรเลียมได้แค่ 30%

ในปี 2568 ที่ผ่านมา เราสามารถจัดหาปิโตรเลียมได้ประมาณ 1,966 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือคิดเป็นการผลิตได้ประมาณ 630,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ

เมื่อดูจำนวนจัดหาแล้วจะพบว่า เราผลิตภายในประเทศได้ประมาณ 30% หรือประมาณ 630 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และอีก 60-70% หรือประมาณ 1,336 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็นการนำเข้าทั้งสิ้น ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าปิโตรเลียมในภาพรวมอยู่ และไทยเองยังคงรักษาเสถียรภาพการผลิตได้ดีอย่างต่อเนื่องมั่นคง

“ปิโตรเลียมที่เราผลิตได้ก็จะมาจาก 3 แหล่งสำคัญ คือ ก๊าซธรรมชาติ ผลิตเฉลี่ยวันละ 2,695 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนใหญ่ได้มาจากในทะเล 96% และ 4% ได้จากบนบก ก๊าซธรรมชาติเหลว ผลิตได้วันละ 84,595 บาร์เรล 99% ได้จากทะเล และน้ำมันดิบ ผลิตได้วันละ 85,009 บาร์เรล ส่วนใหญ่ 68% ได้จากทะเล และ 32% ได้จากบนบก”

อย่างไรก็ดี หลังจากรับรู้การผลิตปิโตรเลียมแล้ว สิ่งที่ให้ความสำคัญและติดตามคือ ปริมาณสำรองของปิโตรเลียมของไทย เพราะปริมาณสำรองจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าหากประเทศไทยไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ไม่พัฒนาหรือสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มเติม จะทำให้ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1P (ปี 2567) ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้ได้อีกประมาณ 4.6 ปี ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 2P (ปี 2567) คาดว่าจะสามารถใช้ได้อีกประมาณ 8.3 ปี และการผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2567 ประมาณ 1,017 พันล้านลูกบาศก์ฟุต ทุกอย่างจะจบลง โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ

รอ ครม.เคาะสำรวจรอบ 25

กรมได้ให้สัมปทานในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มาแล้ว 24 รอบ (ช่วงปี 2514-2567) ปัจจุบันมี 34 สัมปทาน 47 แปลงสำรวจ โดยจะแบ่งเป็น บนบก 14 สัมปทาน 16 แปลงสำรวจ และทะเลอ่าวไทย 20 สัมปทาน 31 แปลงสำรวจ

นอกจากนี้ เรายังมีระบบ PSC การแบ่งปันผลผลิตด้วย จากการเปิดให้ยื่นซองขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 22 โดยมี 2 แปลง คือ เอราวัณ และบงกช และรอบที่ 24 มี 3 แปลง คือ G1/65, G2/65 และ G3/65 ปัจจุบันมี 5 สัญญา 5 แปลงสัญญา

นอกจากนี้ เรายังมีพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการดำเนินการใน 2 แปลง ด้วยระบบ PSC ได้แก่ แปลง A-18 ซึ่งได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 10 แหล่ง จะคงพร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนาร่วม

ทั้งนี้ เราอยู่ระหว่างเสนอ ครม. เห็นชอบในการทำสัญญาต่อไป และแปลง B-17-01 ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 19 แหล่ง ซึ่งได้ขยายเวลาสัญญาซื้อ-ขายก๊าซธรรมชาติ การผลิตเพิ่มในช่วงปี 2571-2581 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

และขณะนี้ กรมกำลังเข้าสู่การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในรอบ 25 ซึ่งได้ดำเนินการมาปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้มายื่นขอสิทธิ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ ซึ่งมีจำนวน 9 แปลง รวม 33,444.61 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 21 จังหวัด ในภาคอีสานและภาคกลางตอนบน อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้ามาดำเนินการ และรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อที่จะเสนอพิจารณาเห็นชอบ เพื่อประกาศรอบใหม่ต่อไป

อย่างไรก็ดี คาดว่าเงินลงทุนจากการสำรวจราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่องได้ และจะได้ปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่จะเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

เปิดสำรวจทะเลอันดามัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน รอบที่ 25 ซึ่งยังต้องรอ ครม.ใหม่ในการพิจารณา แต่เราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว และคาดว่าเงินลงทุนเริ่มต้น อยู่ที่ 300-1,200 ล้านบาท พร้อมทั้งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยังคาดว่าจะมีปริมาณทรัพยากรก๊าซธรรมชาติประมาณ 1.5-4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

“เราคาดหวังว่าพื้นที่อันดามัน จะดึงดูดผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการปิโตรเลียมเข้ามาสำรวจ เพราะยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความน่าสนใจ และความสำคัญกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะเข้ามา และอันดามันจะเป็นโอกาสใหม่ของประเทศในอนาคต”

โดยเราคาดหวังคือ การได้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น การจ้างงาน รายได้ที่จะเข้ามาและจะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี เราได้เตรียมความพร้อมทั้งหมด และรอ ครม.ใหม่ เราก็พร้อมที่จะเสนอเพื่อให้มีการพิจารณาได้ทันที

เร่งแก้ กม.ปิโตรเลียมอุดช่องโหว่

อย่างไรก็ดี กรมยังให้ความสำคัญเรื่องของกฎหมายปิโตรเลียม เพราะการจะดำเนินการได้นั้นต้องมีความชัดเจนและต่อเนื่องในการพัฒนาปิโตรเลียม และทำอย่างไรที่จะดึงดูดบริษัทน้ำมันต่างชาติ บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และปิโตรเลียมจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศได้ดีกว่า LNG และไม่ให้เกิดการหยุดชะงักเหมือนในอดีต

ดังนั้น กรมอยู่ระหว่างของการปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. … โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารสัญญาที่กับบริษัทผู้ผลิตปิโตรเลียม เช่น ความต่อเนื่อง ระบบผลประโยชน์ของเอกชนและภาครัฐในการเปิดให้สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งปัจจุบันไทยมีทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) แต่อาจจะต้องเพิ่มอีกระบบ เพื่อใช้สำหรับแหล่งปิโตรเลียมที่หายาก มีน้อย โดยเฉพาะในการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 27 เพื่อจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยมากขึ้น โดยต้องยอมรับว่ากฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปี และหากได้ ครม.ชุดใหม่เข้ามา ก็พร้อมที่จะเสนอเพื่อการพิจารณา ก่อนที่จะเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาต่อไป

“กรมพยายามใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ไม่อยากให้เจอปิโตรเลียมแล้วพัฒนาไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายจะเข้ามาช่วยให้เกิดการต่อเนื่องและช่วยเอกชนในการสำรวจปิโตรเลียม และก่อประโยชน์ให้ได้ทั้ง 2 ฝ่าย รวมไปถึงการจัดเก็บรายได้”

อย่างปัจจุบันมีแหล่งปิโตรเลียมสินภูฮ่อม และแหล่งสิริกิติ์ (S1) จะสิ้นสุดการต่ออายุสัญญาสัมปทานในปี 2572 และปี 2574 ตามลำดับ ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตก๊าซและน้ำมันได้นาน 10 ปี หากเปิดประมูลใหม่เกรงว่าจะมีปัญหาขาดความต่อเนื่องเหมือนกรณีเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ (G1/65) ดังนั้นการผลักดันกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดการเสี่ยงโอกาสด้านพลังงานและรายได้ของประเทศ