ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังและอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ หรือ กรมโลกร้อน ร่วมเปิดหลักสูตร TOP Green PLUS รุ่น 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือหัวใจของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและพาไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจและองค์กรชั้นนำ จัดพิธีเปิดโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+)” มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรให้สามารถพลิกความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เปิดมุมมองใหม่ในการสร้างคุณค่า เสริมความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ปาฐกถาพิเศษถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในมิติเศรษฐกิจและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยชี้ว่าความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ กำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริงของภาคธุรกิจมากขึ้น
พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเร่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และผลักดันแนวคิด Research to Commercial เพื่อขยายการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้จริง

ขณะที่ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นความยั่งยืนที่ไปไกลกว่าการทำ CSR หรือการสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างธุรกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนในพลังงานทางเลือก การสร้างตลาดคาร์บอน และการนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
“ไทยไม่ควรเพียงแค่วิ่งตามมาตรฐานโลก แต่ต้องปรับปรุงทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อวิ่งนำหน้า โดยใช้โอกาสจากความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งออกองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังต่างประเทศ”
จุฬาฯ ชู Sustainability สู่ Regeneration
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เนื้อหาในหลักสูตรนี้จะเข้มข้นกว่าเพียงการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่มากกว่าความยั่งยืน
โดยเน้นแนวคิดจาก Sustainability สู่ Regeneration คือการก้าวข้ามแนวคิดความยั่งยืนแบบเดิมที่เน้นเพียงการรักษาไว้ให้คงอยู่ แต่เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Regeneration หรือการพัฒนาและฟื้นฟูควบคู่กันไป หลักสูตรนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนร่วมกันค้นหาคำตอบสำหรับ SDG ข้อที่ 18 ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ปรับเปลี่ยน (Customize) ให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกรอบ 17 ข้อของสหประชาชาติ (UN) เพียงอย่างเดียว

ด้าน รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ ตระหนักถึงความผันผวนของโลก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว
TOP Green PLUS รุ่นที่ 2 นำความรู้สู่การลงมือทำ เน้นผู้บริหารระดับสูง (CEO) ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยพัฒนาต่อยอดจากรุ่นที่ 1 ที่เน้นการให้ความรู้ มาเป็นการเน้น ‘การปฏิบัติจริง’ (Practical Implementation) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรได้ทันที
“ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูหรืออุดมการณ์ แต่ต้องใช้ได้จริง โดยหลักสูตร Top Green PLUS รุ่นที่ 2 จะมีกรณีศึกษา (Case Study) ที่หลากหลาย เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ทั้งระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์ การใช้เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เพื่อวางแผนรับมือวิกฤตและการอพยพจากภัยพิบัติ”
สำหรับปีนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI), UN Global Compact Network Thailand, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกำกับดูแล การใช้ข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และการขยายผลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง