ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกมเื่อ 28 ก.พ. 2026 เวลา 13.47 น. และอัพเดตล่าสุด 1 มี.ค. 2026 เวลา 10.00 น.
กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศเปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว ในรูปแบบ “ชิงโจมตีก่อน” หรือ “Pre-Emptive Attack” ของปฏิบัติการเสียงคำรามของสิงห์ และได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษและเป็นการถาวร พร้อมสั่งปิดน่านฟ้าอิสราเอล ไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์บินผ่าน ขณะที่ต่อมา ‘ทรัมป์’ ยืนยันสหรัฐปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ “Epic Fury” หรือ “ความโกรธเกรี้ยวระดับมหากาพย์เอพิก” สนับสนุน เพื่อโค่นรัฐบาลอิหร่าน ด้านกระทรวงต่างประเทศเตือนแรงงานไทยในอิสราเอลราว 60,000 คน อพยพในที่หลบภัย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้อิสราเอลและฐานทัพยุทธศาสตร์สหรัฐในรัฐอ่าวอาหรับอย่างรุนแรงและปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก กระทั่งต่อมาผู้นำสหรัฐยืนยัน “คาเมเนอี” เสียชีวิตแล้ว
รัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่าได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อน “Pre-Emptive Attack” ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่การเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง และทำให้ความหวังที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับข้อพิพาทนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อมานานระหว่างเตหะรานกับตะวันตกริบหรี่ลงไปอีก
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลและอิหร่านทำสงครามทางอากาศกันนาน 12 วัน หรือ สงคราม 12 วัน ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้วและเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาจะโจมตีอีกครั้งหากอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป
“รัฐอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อนเพื่อขจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ กล่าว พร้อมกันนี้ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษและเป็นการถาวรทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ทางการอิสราเอลสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว โดยไม่อนุญาตให้เที่ยวบินพลเรือนบินผ่านในขณะนี้
สื่ออิหร่านรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดในกรุงเตหะรานในวันเดียวกัน ด้านแหล่งข่าวรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัยแล้ว หลังได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้ง ทำให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เตหะรานจึงถูกระงับ



แถลงการณ์เนทันยาฮู
โดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐยืนยันสหรัฐเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน สนับสนุนอิสราเอลชิงโจมตีอิหร่านก่อน
ต่อมา เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกแถลงการณ์ระบุว่า “พี่น้องชาวอิสราเอลทั้งหลาย เมื่อไม่นานมานี้ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการเพื่อกำจัดภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบก่อการร้ายในอิหร่าน”
“ผมขอขอบคุณเพื่อนที่ดีของเรา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับความเป็นผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ของท่าน ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ระบอบอยาตอลลาห์ได้ตะโกนว่า ‘ความตายแด่อิสราเอล’ ‘ความตายแด่อเมริกา’
“มันได้หลั่งเลือดของเรา สังหารชาวอเมริกันจำนวนมาก และสังหารหมู่ประชาชนของตนเอง ระบอบก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมนี้ไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะทำให้มันคุกคามมวลมนุษยชาติ การดำเนินการร่วมกันของเราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ประชาชนชาวอิหร่านผู้กล้าหาญได้กำหนดชะตากรรมของตนเอง
“ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของประชาชนชาวอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นชาวเปอร์เซีย ชาวเคิร์ด ชาวอาเซอร์ไบจาน ชาวบาลูชี และชาวอาห์วาซี จะต้องปลดแอกตนเองจากแอกแห่งการกดขี่ และสร้างอิหร่านที่เสรีและสงบสุข”
“ “ผมขอวิงวอนท่านทั้งหลาย พลเมืองชาวอิสราเอล โปรดฟังคำสั่งของกองบัญชาการป้องกันประเทศ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในปฏิบัติการ ‘เสียงคำรามของสิงห์’ เราทุกคนจะต้องมีความอดทนและเข้มแข็ง
“เราจะยืนหยัดร่วมกัน เราจะต่อสู้ร่วมกัน และเราจะรักษาความยั่งยืนของอิสราเอลไว้ด้วยกัน” ผู้นำอิสราเอลกล่าว
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและอิหร่านได้เริ่มการเจรจาอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อพยายามแก้ไขข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษผ่านทางการทูตและหลีกเลี่ยงภัยคุกคามจากการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันว่าข้อตกลงใดๆ ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะต้องรวมถึงการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ใช่แค่การหยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และได้ล็อบบี้สหรัฐให้รวมข้อจำกัดเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่านไว้ในการเจรจาด้วย
อิหร่านกล่าวว่าพร้อมที่จะหารือเกี่ยวกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตนเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ปฏิเสธที่จะเอาประเด็นขีปนาวุธมาเกี่ยวข้อง
อิสราเอลปิดน่านฟ้า
ไทม์ส ออฟ อิสราเอล สื่อท้องถิ่นระบุว่า ขณะที่การโจมตีอิหร่านกำลังดำเนินอยู่ อิสราเอลได้ปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพลเรือน
กระทรวงคมนาคมระบุในแถลงการณ์ว่า “ขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางมายังสนามบินจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” “ผู้โดยสารที่อยู่ต่างประเทศในขณะนี้ โปรดติดตามข่าวสารผ่านสื่อและสายการบินของท่านเกี่ยวกับตารางเที่ยวบินเมื่อน่านฟ้าเปิดให้บริการอีกครั้ง”
แถลงการณ์เพิ่มเติมว่า ชาวอิสราเอลที่อยู่ต่างประเทศ “ขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของสภาความมั่นคงแห่งชาติ”
“ทันทีที่สถานการณ์ด้านความปลอดภัยเอื้ออำนวย น่านฟ้าจะเปิดให้บริการอีกครั้งและเที่ยวบินไปและกลับจากอิสราเอลจะกลับมาดำเนินการตามปกติ จะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนที่เที่ยวบินจะกลับมาให้บริการ”

ทรัมป์คาดอาจมีทหารอเมริกันเสียชีวิต
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวในวันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2026) ว่า สหรัฐเริ่มปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ในอิหร่านแล้ว พร้อมเตือนว่าอาจมีทหารอเมริกันเสียชีวิต

การโจมตีดังกล่าว ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามีเป้าหมายเพื่อทำลายขีปนาวุธของอิหร่านและทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขาจะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่อไป
“รัฐบาลของผมได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อบุคลากรของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ถึงกระนั้น และผมไม่ได้กล่าวคำนี้อย่างไม่คิดไตร่ตรอง อิหร่านยังคงต้องการฆ่า” ทรัมป์กล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่บน Truth Social
“ชีวิตของวีรบุรุษชาวอเมริกันผู้กล้าหาญอาจสูญเสียไป และเราอาจมีผู้เสียชีวิตซึ่งมักเกิดขึ้นในสงคราม แต่เรากำลังทำสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อตอนนี้ เรากำลังทำสิ่งนี้เพื่ออนาคต และนี่คือภารกิจอันสูงส่ง”
ปฏิบัติการ “EPIC FURY” กินเวลาหลายวันต่างจากสงคราม 12 วัน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐแถลงในวันเดียวกันว่า กองทัพสหรัฐตั้งชื่อปฏิบัติการนี้ว่า “EPIC FURY” (ความโกรธเกรี้ยวครั้งยิ่งใหญ่หรือระดับมหากาพย์เอพิก)
นับเป็นครั้งที่สองที่สหรัฐโจมตีอิหร่านนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อสหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง
เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ว่า การโจมตีครั้งนี้ต่างจากครั้งแรก คาดว่าจะกินเวลาหลายวัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งกล่าวว่า อิหร่านกำลังเตรียมตอบโต้ โดยการตอบโต้ครั้งนี้จะรุนแรงมาก

กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธไปยังอิสราเอลเพื่อตอบโต้
ทรัมป์บอกกับสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของอิหร่าน ให้วางอาวุธ โดยสัญญาว่าจะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่พวกเขา
อีกทางเลือกหนึ่ง ตามที่ทรัมป์กล่าว คือ “ความตายอย่างแน่นอน”
“อิหร่านปฏิเสธ เช่นเดียวกับที่ทำมาหลายสิบปีแล้ว พวกเขาปฏิเสธทุกโอกาสที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และเราทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยุยงให้ชาวอิหร่านยึดอำนาจรัฐบาล
ประธานาธิบดีเสนอแนวคิดเรื่องการโจมตีอิหร่านครั้งแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศที่กินเวลานานสองสัปดาห์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่
เขาเตือนว่าสหรัฐจะเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วงหากถูกเจ้าหน้าที่อิหร่านยิงและสังหาร ต่อมาทรัมป์ได้สนับสนุนให้ผู้ประท้วงประท้วงต่อไป โดยกล่าวว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
ทรัมป์กล่าวถึงการสังหารผู้ประท้วงในระหว่างการแถลงการณ์เกี่ยวกับการโจมตีครั้งล่าสุด โดยบอกให้ชาวอิหร่านหาที่กำบังเพราะระเบิดจะตก “ทุกหนทุกแห่ง”
“เมื่อเราทำภารกิจเสร็จแล้ว จงเข้ายึดอำนาจรัฐบาลของคุณ รัฐบาลจะเป็นของคุณ นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของคุณในรอบหลายชั่วอายุคน” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
อิหร่านอาจตอบโต้รุนแรง
ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งกล่าวว่า อิหร่านกำลังเตรียมตอบโต้ โดยการตอบโต้ครั้งนี้จะรุนแรงมาก
อิหร่านยังกล่าวอีกว่าจะป้องกันตนเองจากการโจมตีใดๆ อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ที่พักแก่กองกำลังสหรัฐว่าจะตอบโต้ฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันโจมตีอิหร่าน
ย้อนไปเมื่อในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นการปฏิบัติการทางทหารโดยตรงที่สุดของอเมริกาต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ด้านเตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพอากาศอัลอูเดดของสหรัฐฯ ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง
ชาติมหาอำนาจตะวันตกเตือนว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านคุกคามเสถียรภาพในภูมิภาค และอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้หากพัฒนาสำเร็จ เตหะรานปฏิเสธว่าไม่ได้ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
กระทรวงต่างประเทศอิหร่านแถลงว่า อิหร่านจะ “ตอบโต้เด็ดขาด” ต่อการโจมตีของสหรัฐ และอิสราเอล
อิหร่านกล่าวว่า จะ “ตอบโต้เด็ดขาด” หลังจากอิสราเอลและสหรัฐโจมตีประเทศอิหร่าน แม้ว่าจะมีการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานอยู่ก็ตาม
“กองทัพของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตอบโต้ผู้รุกรานอย่างเด็ดขาด” กระทรวงต่างประเทศระบุในแถลงการณ์ โดยยืนยันว่าอิหร่านได้ทำ “ทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อป้องกันสงคราม”
“เช่นเดียวกับที่เราพร้อมสำหรับการเจรจา ตอนนี้เราพร้อมยิ่งกว่าที่เคยในการปกป้องชาติอิหร่าน” แถลงการณ์กล่าว
เสียงระเบิดที่ตั้งฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง
ยูโร นิวส์ รายงานว่า มีรายงานการระเบิดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน
บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ห้าของกองทัพเรือสหรัฐ ขณะที่ฐานทัพอากาศอัลอูเดดของสหรัฐตั้งอยู่ในกาตาร์
ประชาชนในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิด ซึ่งสหรัฐมีกำลังพลประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศอัลดัฟรา ศูนย์กลางสำคัญของกองทัพอากาศสหรัฐ ทางตอนใต้
ก่อนหน้านี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าได้ปิดน่านฟ้า “ชั่วคราวและบางส่วน” เป็นมาตรการป้องกันพิเศษ
รายงานการระเบิดในคูเวต ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพบกสหรัฐส่วนกลาง รวมถึงกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศอัลอูเดด คูเวตก็ปิดน่านฟ้าเช่นกัน
ทั้งนี้ สหรัฐยังมีฐานทัพในอิรัก จอร์แดน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โอมาน ตุรกี และบนเกาะดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย (คลิกอ่าน ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ สหรัฐใช้แท่นยิงมิสไซล์เคลื่อนที่เร็วขึ้นในกาตาร์ ห้วงตึงเครียดอิหร่าน)
IRGC ยืนยันถล่มฐานทัพสหรัฐ
สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านกำลังโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
โดยระบุว่าฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน กำลังตกเป็นเป้าหมาย
ห้ามเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เจ้าหน้าที่จากภารกิจทางทะเลของสหภาพยุโรป Aspides บอกกับรอยเตอร์ว่า เรือหลายลำในพื้นที่ได้รับสัญญาณวิทยุ VHF จากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านว่า “ห้ามเรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” แต่อิหร่านยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ (คลิกอ่าน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ)
อิหร่านยืนยันสิ้นผู้นำสูงสุด “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

ฝ่ายอิหร่านสูญเสียบุคคลสำคัญระดับผู้บัญชาการเบอร์ 1 ของกองทัพอิหร่าน จากปฏิบัติการของอิสราเอล
พลตรีโมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และนายพลอมีร์ นาซีร์ซเดห์ รมว.กลาโหมอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล อ้างอิงจากรอยเตอร์ ซึ่งรายงานอ้างแหล่งข่าว
ขณะที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังมีชีวิต ตามการให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นและสื่อตะวันตก “เอ็นบีซีนิวส์” ของอับบาส อารักชี รมว. ต่างประเทศอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ต่อมานายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกอิสราเอลแถลงผ่านวิดีโอระบุว่า มีหลายสัญญาณที่ชี้ว่า “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว หลังอิสราเอลและสหรัฐโจมตีพุ่งเป้าที่พักและบุคคลใกล้ชิด รวมถึงเจ้าหน้าที่กองทัพระดับสูง
กระทั่งล่าสุด เมื่อเวลาราว 05.00 น. ของวันนี้ (1 มีนาคม 2026) ตามเวลาไทย ทรัมป์โพสต์ทรูทโซเชียลแจ้งว่า คาเมเนอี หนึ่งในคนที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เสียชีวิตแล้ว ซึ่งมีอายุ 86 ปี พร้อมประกาศชัยชนะ อีกทั้งแจ้งว่ากองทัพอิหร่าน IRGC และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจำนวนหนึ่งแจ้งขอความคุ้มครอง ซึ่งตนจะมอบให้ตามสัญญา อย่างไรก็ดี สหรัฐยังคงปฏิบัติการต่อไปจนกว่าจะแน่ใจว่า ความสงบกลับคืนสู่อิหร่านในระยะเวลานานเท่าที่จำเป็น
“นี่ไม่ใช่แค่ความยุติธรรมสำหรับประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน และผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ถูกคาเมเนอีและแก๊งอันธพาลกระหายเลือดของเขาฆ่าหรือทำร้ายจนพิการ” ทรัมป์เขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
ต่อมา่วงเช้าของวันเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านและสำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่านประกาศการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศการเสียชีวิตของเขาไปก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่าน (IRGC) เตือนในวันนี้ (1 มีนาคม 2026) ว่าจะมี “การลงโทษที่รุนแรง เด็ดขาด และน่าเสียใจ” ตามมาสำหรับการสังหารผู้นำสูงสุด
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติซึ่งขึ้นตรงต่อคาเมเนอีเท่านั้น ออกแถลงการณ์หลังจากสื่อของรัฐยอมรับการสังหารผู้นำวัย 86 ปี
“กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กองทัพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และสิ่งที่เรียกว่ากองกำลังบาซิชซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประชาชน จะยังคงดำเนินตามแนวทางของผู้นำอย่างแข็งขันต่อไป ในการปกป้องมรดกของเขา ยืนหยัดต่อต้านแผนการทั้งภายในและภายนอก และมอบบทลงโทษที่เป็นบทเรียนแก่ผู้รุกรานต่อมาตุภูมิอิสลาม” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คาเมเนอีเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านในระบอบอิสลามต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคมัยนี (ค.ศ. 1979-1989) ผู้นำคนแรกและผู้นำปฏิวัติที่ขึ้นมามีอำนาจจากการปฏิวัติอิสลามอิหร่านปี 1979 โค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่ปกครองโดยราชวงศ์ปาห์เลวี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ

นายกฯอิสราเอลเห็นภาพศพ “ผู้นำสูงสุดอิหร่าน”
ไทม์ส ออฟ อิสราเอล สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลให้ข้อมูลแก่สื่อท้องถิ่นว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลที่ที่พักของเขาในเช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลบอกกับรอยเตอร์ว่าพบศพของเขาแล้ว
ช่อง 12 ของอิสราเอลรายงานว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู นำอิสราเอลเห็นภาพศพของเขาหลังจากที่กู้ขึ้นมาจากซากที่พักในกรุงเตหะราน เมืองหลวง ซึ่งถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีพุ่งเป้าทั้งที่พัก ฐานทัพทางทหาร สถานที่สำคัญด้านความมั่นคงต่างๆ

กลุ่มรัฐอ่าว-มหาอำนาจตะวันตก E 3 ประณามอิหร่าน
รัฐอ่าวอาหรับ (GCC) รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ คูเวตและบาห์เรน ที่มีฐานทัพสหรัฐประจำการ พากันประณามอิหร่าน หลังจากถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธข้ามน่านฟ้าเพื่อตอบโต้สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 รายที่กรุงอาบูดาบี ของยูเออี
ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายแห่งได้ออกมาประณามอิหร่านหลังจากถูกลูกหลงจากการตอบโต้ ดังนี้
1) คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: ประณามการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตกในดินแดนของตน โดยถือเป็นการ ละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
2) ซาอุดีอาระเบีย: ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ยูเออี, บาห์เรน, กาตาร์, จอร์แดน และคูเวตด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด
ทางด้านกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตก (E3) ซึ่งประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามการโจมตีของอิหร่าน ที่พุ่งเป้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ :
การโจมตีแบบไม่เลือกหน้า: เรียกร้องให้อิหร่านยุติการใช้กำลังทหารโจมตีเป้าหมายอย่างไม่เจาะจง และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา
โครงการนิวเคลียร์และอาวุธ: ย้ำให้ภาคีสมาชิกยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงหยุดการปราบปรามประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง
ท่าทีต่อการโจมตีของสหรัฐฯ/อิสราเอล: แถลงการณ์ของ E3 หลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยตรง แต่ระบุว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการดังกล่าว
นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า เครื่องบินหลายลำของอังกฤษบินอยู่บนฟ้าในตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมคุ้มครองผลประโยชน์อังกฤษ รวมถึงชาวอังกฤษ และพันธมิตร
กระทรวงต่างประเทศไทยเตือนอพยพ สถานการณ์แนวโน้มรุนแรง และขยายวง
ตามที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างจนอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของคนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว นั้น
กระทรวงการต่างประเทศไทยขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบจากการสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ ในขณะที่สายการบินพาณิชย์ยังให้บริการอยู่ (หากยังเปิดให้บริการ) หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัย (shelter) ป้องกันการโจมตีโดยขีปนาวุธได้ให้บริการอยู่โดยเร็ว
ทั้งนี้ ในปัจจุบันคนไทยในอิสราเอลมีราว 60,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตร ขณะที่อิหร่านมีราว 80 คน และได้สั่งอพยพออกจากกรุงเตหะรานตั้งแต่ช่วงแรกของความตึงเครียด
นอกจากนี้ ขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นยิ่งยวดพิจารณาการตัดสินใจเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวอย่างรอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จึงขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรณีที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้
1. กระทรวงฯ ได้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยทุกแห่งในภูมิภาค อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ และแจ้งพัฒนาการแก่คนไทยในพื้นที่เสมอมา โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ออกประกาศเตือนและให้คำแนะนำคนไทยตั้งแต่ช่วงต้นของสถานการณ์ และได้มี hotline ของสถานเอกอัครราชทูตฯ สำหรับคนไทยด้วยแล้ว
2. ในวันนี้ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ กระทรวงฯออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในพื้นที่ แนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ รวมถึงขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นพิจารณาทบทวนการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
3. กระทรวงได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน (Call Center กรมการกงสุลหมายเลข 0-2572-8442 )
4. กระทรวงฯ จะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตต่างชาติในประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความคุ้มครองคนไทยในพื้นที่อย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับสมาคมคนไทย ในประเทศต่าง ๆ เพื่อรับทราบสถานการณ์แต่ละแห่ง และให้การช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างใกล้ชิดต่อไป