สงครามตะวันออกกลางกระทบพลังงานไทย สำรองน้ำมัน 95 วัน “จ็อบเบอร์-ผู้ประกอบการโรงงาน-โลจิสติกส์” กระทบหนักสุด ภาคใต้เสี่ยงนำเข้าน้ำมันเถื่อนพุ่ง ชี้รัฐอาจต้องใช้กองทุนน้ำมันฯพยุงราคา พร้อมเร่งพัฒนาไบโอดีเซลเป็นพลังงานสำรอง
ภายหลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แจ้งเรือไม่ให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติจากคูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ไทยเสี่ยงขาดพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้คนไทยทั่วประเทศต่างนำรถไปเติมน้ำมันเพราะกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนและหวั่นราคาจะเพิ่มสูงขึ้น
จ็อบเบอร์ค้าน้ำมันเจ็บหนัก
นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลา เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา อดีตเจ้าของและผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด วันไชยปิโตรเลียม แอนด์ เซอร์วิส ในฐานะผู้ค้าส่งน้ำมันภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากเหตุการณ์สงครามในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย เนื่องจากมีน้ำมันสำรองประมาณ 95 วันเท่านั้น ขณะที่ภาคใต้ตอนบน มีคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีคลังน้ำมันที่ จ.สงขลา
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 15 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมย้ำว่า ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลจะมีเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่เกิดภาวะขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้ออาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งรัฐต้องมีมาตรการบริหารจัดการระบบ การปันส่วนน้ำมัน เช่น การจำกัดปริมาณน้ำมันของสถานีบริการที่ได้รับน้ำมันจากคลังน้ำมัน จากเดิมอาจได้รับประมาณ 60,000 ลิตร/วัน อาจลดเหลือ 30,000 ลิตร/วัน พร้อมทั้งกำหนดให้สถานีบริการจำหน่ายเฉพาะรถที่เข้ามาเติมเท่านั้น ยกเว้นการนำไปใช้ในกิจการอุตสาหกรรมโรงงาน บริษัทขนส่ง งานรับเหมา โรงงานอุตสาหกรรมต่อสายพานการผลิต
รวมถึงต้องกำหนดเวลาเปิดปิดสถานีบริการ เช่น จากที่เคยเปิดบริการตั้งแต่ 06.00-22.00 น. อาจจะต้องปิดเร็วขึ้น เช่น 18.00 น.
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปในด้านราคาที่ปรับสูงขึ้น แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ภาคธุรกิจ ผู้ค้าส่งน้ำมันหรือ “จ็อบเบอร์” เพราะบริษัทน้ำมันรายใหญ่จะจัดสรรน้ำมันให้ปั๊มในเครือก่อน จากนั้นจึงกระจายให้ผู้ค้าส่งไปยังปั๊มไม่มีแบรนด์ โรงงาน หรือบริษัทขนส่ง ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม และธุรกิจโลจิสติกส์ ล้วนต้องใช้น้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ กรณีที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น และมีแนวโน้มราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ถึง 1 บาท/ลิตร ซึ่งรัฐบาลต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเพิ่งฟื้นตัวกลับมามีสถานะเป็นบวกเข้าไปชดเชยราคา และหากจะต้องนำเงินกองทุนมาสำรองชดเชยอาจทำให้กลับมาสู่สภาวะขาดทุนอีกครั้ง
นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การลักลอบนำเข้า “น้ำมันนอกระบบ” หรือ “น้ำมันเถื่อน” มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ทั้งทางเรือและทางบก เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถหาซื้อน้ำมันจากสถานีบริการทั่วไปได้ และสถานีบริการถูกจำกัดปริมาณในการจำหน่าย
ลดเที่ยววิ่ง-คุมต้นทุน
ทางด้านแหล่งข่าวจากวงการขนส่งเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งสินค้าหลายรายเริ่มวางแผนรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอยู่แล้ว แม้ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในภาวะปกติ เนื่องจากมีมาตรการด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ที่กำหนดให้คนขับต้องหยุดพัก 30 นาทีต่อชั่วโมง ได้ส่งผลกระทบมากต่อการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเส้นทางไกลจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ และภาคอีสาน
ในส่วนประเด็นความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันจากสภาวะสงคราม สำหรับในภาคใต้ยังมีน้ำมันนอกระบบที่สามารถหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากราคาถูก ทั้งดีเซลและเบนซิน ราคาประมาณ 25 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นจากเดิม 20-21 บาทต่อลิตร
ขณะที่แหล่งข่าวจากกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้ารายใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายหลังที่มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นกว่า 3 บาทต่อลิตร บริษัทขนส่งหลายแห่งเริ่มปรับลดเที่ยววิ่งลงเพื่อควบคุมต้นทุน โดยจากเดิมรับงานขนส่งระหว่างภาคใต้กับภาคกลาง ประมาณ 6 เที่ยว/เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3 เที่ยว/เดือน
สำหรับการเติมน้ำมันแต่ละครั้ง ต้องเติมประมาณ 400-500 ลิตร/ครั้ง เป็นเงิน 18,000 บาท เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จะยิ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนสูงขึ้น
นอกจากนี้ การเติมน้ำมันในหลายพื้นที่ทั้งในเขตเมืองและรอบนอก ค่อนข้างลำบากต้องเข้าคิวรอตามลำดับเป็นชั่วโมง บางแห่งปิดให้บริการก่อนเวลา บางสถานีบริการน้ำมันเกิดปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราว เนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมากกว่าปริมาณที่สถานีบริการสำรองไว้
หนุนแปรรูปไบโอดีเซล
ทางด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากสงครามยืดเยื้อจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งไทยควรเร่งใช้พลังงานทดแทนจากปาล์มน้ำมันโดยการผลิตไบโอดีเซล
เมื่อปี 2561 ตนประกอบการธุรกิจโรงอิฐก้อน ได้หันมาใช้น้ำมันปาล์มที่ผลิตแปรรูปไบโอดีเซล ซึ่งสามารถผลิตได้ถึง B100 รวมถึงนำมาใช้กับรถยนต์ได้ดีอีกด้วย แต่ปัจจุบันมีมาตรฐานยูโร 6 ทำให้การใช้ไบโอดีเซลถูกจำกัดอยู่ที่ระดับ B7 ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ได้หันมาใช้ปาล์มน้ำมันแปรรูปไบโอดีเซลสูงถึง B50 ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ส่วนผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากพื้นที่ปลูกยังสามารถเพิ่มได้ ซึ่งจะช่วยให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต และส่งผลดีต่อพลังงาน รวมทั้งช่วยให้ราคาปาล์มน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีประเทศผู้ผลิตหลักเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย
“หากพลังงานน้ำมันขาดแคลน ต้องเร่งผลิตพลังงานไบโอดีเซลมาสำรอง เพราะอุปกรณ์การผลิตมีความพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งทางภาคเอกชนเคยผลิตแปรรูปได้ถึง B100” นายทศพลกล่าว