Skip to content

สปสช.มุ่งดันนวัตกรรมฝีมือคนไทย หวังสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ

12 มี.ค. 2569 | 20:03น.
สปสช.มุ่งดันนวัตกรรมฝีมือคนไทย หวังสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ

สปสช. กางแผนสนับสนุนนวัตกรรมไทยฝีมือคนไทยให้นักวิจัย ผู้ผลิตเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ มุ่งสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีเสวนา “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ อาคารข่าวสด

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวเปิดงานว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การให้บริการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้นวัตกรรมการแพทย์ที่ผลิตขึ้นโดยฝีมือคนไทย เพื่อลดการพึ่งพากับการนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม

ทพ.อรรถพร  กล่าวต่อว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาครัฐได้ผลักดันนโยบายการสนับสนุนนวัตกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบรรจุผลิตภัณฑ์ใน “บัญชีนวัตกรรมไทย” ซึ่ง สปสช. ได้นำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้จริงในระบบสิทธิบัตรทอง ทั้งในรูปแบบของยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคล, ระบบปัญญาประดิษฐ์อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก (AI Chest X-ray) ,รากฟันเทียม, และเท้าเทียมไดนามิกที่ช่วยให้ผู้พิการเดินได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนวัตกรรมที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลถูกนำมาใช้จริงแล้ว แต่การรับรู้ถึงคุณค่าและหลักฐานเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมไทยยังคงมีข้อจำกัด และการขยายผลในเชิงระบบยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ

“ด้วยเหตุนี้ สปสช. จึงได้ร่วมกับ สทนว. และ สกสว. จัดเสวนา ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้สังคมและผู้ป่วยมั่นใจว่านวัตกรรมฝีมือคนไทยมีมาตรฐาน ความปลอดภัย และให้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพจริง งานเสวนาในวันนี้เราได้รับเกียรติจากทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้พัฒนา และผู้ป่วยที่ได้รับโอกาสใหม่ในชีวิตจากนวัตกรรมไทยมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ สปสช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการใช้นวัตกรรมไทยอย่างแพร่หลาย นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” ทพ.อรรถพร กล่าว

จากนั้น นพ.จะเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ทิศทางนโยบายการสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพว่า หลักประกันสุขภาพเราเป็นกองทุนขนาดใหญ่ ทุกปีเราจะถูกตั้งคำถามว่าทำไมเรามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ จริงๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ เราสามารถทำให้กลับคืนมาเป็นส่วนช่วยประเทศชาติได้ โดยการที่พยายามใช้เงินที่มีอยู่ใช้จ่ายไปกับสินค้าที่ผลิตในไทยหรือใช้นวัตกรรมในไทยได้

นอกจากนั้นในช่วงวิกฤตของบางอย่างต้องมีการอิมพอร์ตเข้ามา เมื่อเราเข้าสูงสังคมสูงวัยทักษะเดิมที่เราเคยใช้อยู่เป็นเกษตรกรทำไร่ทำนาอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องมีการเปลี่ยนทักษะของเราไปสู่การผลิตสินค้าทางการแพทย์ ซึ่งสินค้าทางการแพทยเป็นสิ่งที่อยู่ในสายตาของผู้บริหาร ที่ผ่านมาสปสช.ดูแลกองทุนมูลค่ามูลค่าปีหนึ่งเกือบ 2 แสนล้าน เราเชื่อว่าเราสามารถเข้ามาช่วยได้ อีกส่วนคือทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติก็กำหนดว่าเป้าหมายของแผนในปีในแผนที่ 13 ว่าอยากจะให้ในประเทศไทยเราได้ใช้สินค้าไทยหรือว่ามีการผลิตสินค้าทางด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นให้เป็นมูลค่าถึงประมาณ 300,000 ล้านต่อปี หรือ 1.7% ของจีดีพี แล้วก็ลดการนำเข้าลง ไปสัก 20,000 ล้าน

นพ.จะเด็จ  กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเพื่อให้เงินที่เหลืออยู่เนี่ยได้หมุนในประเทศ สร้างเศรษฐกิจขึ้นมา ดังนั้นจึงจึงเป็นที่มาของการที่เราต้องตั้งต้นก่อนว่าเราจะเริ่มต้นกับการสนับสนุนตรงนี้อย่างไร โดยใช้งบประมาณที่เรามีอยู่ การที่มีสินค้าทางการแพทย์ผลิตในไทยเราควรจะสนับสนุน เพื่อให้เงินหมุนเวียนในประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศเราเนี่ยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดการพยายามตั้งต้นตั้งหลักแล้วสร้างระบบเพื่อทำอย่างไรให้ผู้ผลิตหรือนักวิจัยสามารถนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ระบบรับประกันสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะมีตัวเลขที่เป็นความต้องการ แต่ถ้าหากเราสามารถที่จะหาผู้ผลิตมาเชื่อมกัน จะทำให้เราสามารถใช้สินค้านั้นในระบบเราได้ทำให้มีการจ้างงาน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจตรงนี้ได้ด้วยนะครับ จึงเป็นที่มาที่เราต้องทำงานกันหลายหน่วยงานร่วมกัน เมื่อสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้มีพัฒนาการมีคุณภาพดีขึ้น ก็สามารถส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ด้วย

“อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนให้นวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะนวัตกรรมฝีมือคนไทย สามารถเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วขึ้น สปสช.ได้พัฒนากลไกพิเศษที่เรียกว่า “Green Channel” หรือช่องทางเร่งด่วนสำหรับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนบางอย่างลง หากเป็นนวัตกรรมที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม และมีศักยภาพที่จะช่วยประชาชนได้จริง ก็จะทำให้เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น และเราอาจจะช่วยสนับสนุนในการซื้อในล๊อคใหญ่ใหญ่ไปสักวงสัก 5 ปี 8 ปี เพื่อให้ท่านสามารถที่จะเอางบประมาณส่วนไปพัฒนาสินค้าของท่าน เพราะเมื่อสินค้าออกไปสู่ตลาดแล้วควรจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าคุณภาพดี” เลขาธิการสปสช. กล่าว

นพ.จะเด็จ  กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเราซื้อสินค้าที่มีการผลิตในประเทศไทยไปแล้ว 7 พันกว่าล้านคูณ 3 เท่ากับเรามี 2 หมื่นกว่าล้านที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศ แต่ตัวเลขนี้ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับที่ สปสช. ใช้ไป ตนยังหวังว่าจาก 7 พันกว่าล้าน จะกลายเป็น 7 หมื่นล้าน เพราะว่าเรามีงบประมาณที่เราต้องซื้อยาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ จะนำเข้าจากต่างประเทศ ปัญหาของเราตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้เรารู้ว่าผู้ที่จะมีงานวิจัย ได้พบกับสิ่งที่เราอยากเข้าไปสนับสนุน จึงต้องมีกลไกช่วยเหลือ เรามีหลายสิ่งที่ผลิตในไทยอาทิ น้ำยาล้างไต ยาต้านไวรัส ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมของประเทศไทย ส่งออกไปในประเทศต่างๆ ทำให้เราได้ยาราคาถูกกว่าที่อื่น และเราก็สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศเราได้ สิ่งเหล่านี้เมื่อเราพัฒนาไปได้จะช่วยให้เกิดการจ้างงาน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตและหากเราพัฒนาสิ่งต่างๆไปได้ อนาคตเราสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ยกระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้วิจัย แล้วเราสามารถสร้างความมั่นคงของประเทศโดยใช้ระบบสุขภาพ ระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพให้ช่วยประเทศในการยั่งยืนในเรื่องของทั้งสุขภาพและเรื่องเศรษฐกิจด้วย

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สปสช.