เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ-AIMC ชี้หุ้นไทยยังผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค-รัฐบาลเสถียรภาพชัดขึ้น

19 มี.ค. 2569 | 18:47น.
หุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค แต่ยังคาดทิศทางฟันด์โฟลว์ไม่ได้ ด้าน AIMC แนะกระจายลงทุน เพิ่มน้ำหนักกลุ่มพลังงาน-อาหาร รับความเสี่ยงราคาน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมดัน ESG เป็นธีมหลัก คาดเห็นการจัดกลุ่ม-ให้คะแนนบริษัทจดทะเบียนภายใน 2-3 เดือน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในระดับที่น้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนถึงพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีความแข็งแกร่ง และมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงได้ในระดับหนึ่ง โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงปรับเพิ่มขึ้นราว 6-7% ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตในอันดับต้นๆ ของเอเชีย

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมือง ภายหลังสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนคาดหวังให้รัฐบาลมีความมั่นคง สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงมีความผันผวนและยากต่อการประเมินทิศทางอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้มีเงินทุนไหลเข้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ก่อนจะไหลออกไปราว 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน มีทั้งวันซื้อสุทธิและขายสุทธิ ปัจจัยกดดันคือความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อความเชื่อมั่น (sentiment) ของนักลงทุนในระยะข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ท่ามกลางความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับยืนยัน ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังอยู่ในระดับเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 100 วัน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในบางช่วงเป็นผลจากพฤติกรรมการเร่งกักตุนของผู้บริโภค ทำให้ระบบขนส่งและกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังสถานีบริการเกิดความไม่คล่องตัวชั่วคราว

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า มุมมองต่อภาวะตลาดทุนไทย แม้ปัจจัยเสี่ยงทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจะกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่โดยภาพรวมยังคงมุมมองใกล้เคียงเดิม โดยประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นจริงทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และเงินเฟ้อ (inflation) แต่ระดับความรุนแรงอาจไม่เลวร้ายเท่าที่เคยกังวลไว้ก่อนหน้า

ทั้งนี้ GDP มีโอกาสถูกปรับลดลงจากแรงกดดันภายนอก ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลต่อค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปี และกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงมาแล้วก่อนหน้า อาจไม่มีพื้นที่ให้ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลกับแรงกดดันเงินเฟ้อ

ในด้านราคาน้ำมัน มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง โดยรอบนี้ความเสี่ยงเกิดจากเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ และมีความเป็นไปได้ที่ราคาพลังงานในประเทศต้องปรับขึ้นตามต้นทุนจริง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคธุรกิจและกำลังซื้อ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน กระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง เช่น การบินและการท่องเที่ยว ซึ่งอาจชะลอตัวจากต้นทุนค่าเดินทางที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ใช้พลังงานต่ำจะมีความได้เปรียบมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมองว่าธีมการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มโลก รวมถึงกลุ่มอาหาร (Food) ที่ได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหารในภาวะสงคราม โดยระบุว่าพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแนวคิด ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกประเทศต้องเร่งลงทุน

สำหรับเมกะเทรนด์ในระยะยาว มองว่าการลงทุนในเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น Data Center จะเติบโตต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงกับความต้องการพลังงาน ทำให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

นางชวินดา กล่าวว่า AIMC ได้ส่งหนังสือไปยังบริษัทจดทะเบียนกว่า 100 แห่ง เพื่อสอบถามแนวทางและนโยบายด้านการลดการปล่อยคาร์บอน (Zero Carbon) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบจากผู้บริหารของแต่ละบริษัท ซึ่งเพิ่งดำเนินการส่งหนังสือไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับบริษัทที่ยังไม่ตอบกลับ หรือมีการตอบสนองล่าช้า AIMC จะนำประเด็นดังกล่าวกลับมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางการประเมิน โดยจะมีการจัดกลุ่มบริษัทตามระดับความจริงจังในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กลุ่มที่มีแผนชัดเจน ไปจนถึงกลุ่มที่ยังไม่มีความคืบหน้า

หากบริษัทมีการตอบในลักษณะกำลังดำเนินการ อาจมีการสอบถามเพิ่มเติมถึงกรอบระยะเวลาและความคืบหน้า เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา โดยจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และให้โอกาสบริษัทในการชี้แจงหลายรอบก่อนสรุปผล คาดว่าภายใน 2-3 เดือน จะเริ่มเห็นความชัดเจนของการจัดกลุ่มและให้คะแนนบริษัทจดทะเบียนในประเด็น ESG ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน

“การตอบหรือไม่ตอบ รวมถึงเนื้อหาคำตอบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนระดับความมุ่งมั่นของแต่ละบริษัท หากไม่ตอบเลย ถือว่าไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งอาจถูกลดน้ำหนักการลงทุนอย่างชัดเจน” นางชวินดากล่าว

ตั้งแต่ต้นปี 2569 พบว่าเม็ดเงินลงทุนในกองทุน ESG ยังเติบโตและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในตราสารหนี้ ขณะที่ตราสารทุนมีแรงขายสุทธิจากกองทุน LTF และ RMF ที่ครบกำหนด ส่งผลให้ภาพรวมเป็นการไหลออกสุทธิบางส่วน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดทุนมีศักยภาพในการฟื้นตัวได้หากมีปัจจัยสนับสนุนที่เหมาะสม

ในด้านธรรมาภิบาล (CG) สถานการณ์ในปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เผชิญปัญหาค่อนข้างหนัก โดยปัจจุบันปัญหาหลักพบในบริษัทขนาดเล็ก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น และเริ่มให้ความสำคัญกับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ทั้งในแง่ความโปร่งใสและการสื่อสาร

นางชวินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งด้านความผันผวนน้อยกว่าตลาดโลก เพราะถึงจะลงไปมากแต่ก็รีบาวด์ได้เร็ว และเสถียรภาพทางนโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นแพทเทิร์นการบริหารที่ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น ทั้งนี้ มองว่าทิศทางตลาดทุนในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐ หากสามารถสร้างโมเมนตัมเชิงบวกได้ จะช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“ในระยะต่อไป คาดว่าภาครัฐจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยเฉพาะนโยบายระยะยาวที่เอื้อต่อทั้งตลาดทุนและนักลงทุน ซึ่งจะเป็นลักษณะ win-win ต่อทุกฝ่าย และยิ่งดำเนินการได้เร็ว จะยิ่งช่วยพยุงตลาดได้เร็วขึ้น” นางชวินดากล่าว

ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ หากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน มองว่าไทยยังสามารถรับมือได้ แต่หากยาวนานกว่านั้น ต้องติดตามทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและการลงทุน