Skip to content

เชียงใหม่ ป่วยกำเดา-ทางเดินหายใจพุ่ง1.5เท่า ชี้ ‘สโตรก’ เสี่ยงวิกฤตในระยะแฝง 7 วัน

02 เม.ย. 2569 | 19:23น.
เชียงใหม่ ป่วยกำเดา-ทางเดินหายใจพุ่ง1.5เท่า ชี้ ‘สโตรก’ เสี่ยงวิกฤตในระยะแฝง 7 วัน

วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เชียงใหม่ยังระอุ เผยยอดผู้ป่วยโรคเฉียบพลัน ทั้งเลือดกำเดาไหลและทางเดินหายใจ พุ่งสูงถึง 1.5 เท่า ย้ำ อันตรายจากฝุ่นสะสมอาจส่งผลต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) วิกฤตในระยะแฝง 7 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แถลงข่าวสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในช่วงค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่

เกาเดาไหล-ทางเดินหายใจ พุ่ง

ศ.พญ.อรินทยา พรหมินธิกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้อมูลเชิงลึกที่น่ากังวลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่พุ่งสูงเกินมาตรฐานต่อเนื่อง พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการเฉียบพลัน ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ, ตาอักเสบ และเลือดกำเดาไหล มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผลกระทบของฝุ่นต่อร่างกายมีหลายระดับ โดยกลุ่มอาการระคายเคือง (ตา/จมูก) จะเห็นผลชัดเจนและรวดเร็วที่สุดในช่วงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5

ภัยเงียบ “สโตรก” ในระยะแฝง

ศ.พญ.อรินทยา กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อโรคอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอาการมักไม่เกิดทันทีหลังสัมผัสฝุ่น PM2.5 แต่จะมี ระยะเวลาแฝง (Lag Period) หรือช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มทรุดลงประมาณ 48 ชั่วโมง ถึง 7 วัน หลังจากมีการสัมผัสฝุ่นหนาแน่น

ทั้งนี้ งานวิจัยระบุชัดเจนว่าทุกการเพิ่มขึ้นของฝุ่น PM2.5 เพียง 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดสโตรกและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 5% โดยความเสี่ยงนี้จะทวีคูณขึ้นตามระดับความเข้มข้นของฝุ่นที่ประชาชนได้รับในแต่ละพื้นที่

ศ.พญ.อรินทยา กล่าวต่อว่า ฝุ่น PM2.5 คือปัจจัยกระตุ้น (Trigger) ที่สำคัญที่สุด ที่เข้าไปทำให้สภาวะของโรคแย่ลงและนำไปสู่การกำเริบหนักในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงฝุ่น PM2.5 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงรุนแรงที่กระตุ้นโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยทำให้ความดันพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการอักเสบของร่างกาย ซึ่ง PM2.5 จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและอักเสบ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นทันทีหรือเรื้อรัง ขณะที่โรคเบาหวาน เมื่อฝุ่นขนาดเล็กเข้าสู่กระแสเลือด จะก่อให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน

กล่าวคือ ในช่วงสถานการณ์วิกฤตนี้ ประชาชนจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างเข้มข้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศและสวมหน้ากาก N95

เตือนผู้ป่วยเฝ้าระวังใกล้ชิด

นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสีส้มและสีแดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่อาจได้รับผลกระทบด้านสุขภาพในระยะเฉียบพลัน พบว่า 1.ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบในปี 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,181 ราย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของค่ามัธยฐาน 3 ปีย้อนหลัง ร้อยละ 21.3

2.ผู้ป่วยหอบหืด จำนวน 2,374 ราย ลดลงร้อยละ 14.8 3.ผู้ป่วยเลือดกำเดาไหล จำนวน 177 ราย ลดลงร้อยละ 39.8 สาเหตุที่จำนวนผู้ป่วยลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการป้องกันในกลุ่มเสี่ยง อาทิ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากาก การใช้ห้องปลอดฝุ่น มุ้งสู้ฝุ่น อีกทั้งในปีนี้ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นช้ากว่าในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ผลกระทบด้านสุขภาพจะเกิดขึ้นตามหลังสถานการณ์ที่แย่ลงประมาณ 1 สัปดาห์ ทำให้ต้องติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแนวโน้มในช่วงสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามกลุ่มโรคที่อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง สะสม 29,139 ราย ลดลงจากห้วงเดียวกันในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ร้อยละ 19.8 ในกลุ่มโรคดังกล่าว มีความจำเป็นต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวต่อไป

นายแพทย์วรัญญู กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ดำเนินกิจกรรม 1.ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพในช่วงสถานการณ์ ฝุ่น โดยเครือข่าย อสม. แล้วจำนวน 711,558 หลังคาเรือน 2.แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว ผ่าน เวทีต่างๆในชุมชน หอกระจายข่าว รวมถึงช่องทางออนไลน์ จำนวน 6766 ครั้ง

3.แจกหน้ากากป้องกันฝุ่นที่แจกกลุ่มป่วยและกลุ่มเปราะบาง จำนวน 195,780 ชิ้น 4.เปิดให้บริการห้องลดฝุ่นในโรงพยาบาลและรพ.สต.เพื่อรองรับกลุ่มป่วย และกลุ่มเปราะบาง จำนวน 507 ห้องทั่วจังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบันได้เปิดให้บริการคลินิกมลพิษในโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่น จำนวน 5 แห่งที่มีแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่ รพ.นครพิงค์ ฝาง สันทราย สันป่าตองและจอมทอง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน