“เซ็นทรัล เรสตอรองส์” ลงทุนสวนเศรษฐกิจ ทุ่ม 1,400 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 400 ล้านบาท แม้คาดเศรษฐกิจกระทบตลาดร้านอาหารโตอืด 2-3% เป็น 600,000 ล้านบาท ลุยสปีดเพิ่ม 140-150 สาขา พร้อมเฟ้นแบรนด์ใหม่เสริมทัพอีก 2-3 แบรนด์ เน้นเครื่องดื่ม-ร้านครอบครัว ขณะที่รัดเข็มขัดคุมต้นทุนแน่น ยืนยันตรึงราคาได้อีก 2-3 เดือนแน่นอน ยํ้าความมั่นใจรายได้แตะ 19,300 ล้านบาทแน่นอน
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า ปี 2569 นี้ ตลาดร้านอาหารของไทยจะยังสามารถเติบโตได้ประมาณ 2-3% จนมีมูลค่าแตะ 600,000 ล้านบาท หลังปี 2568 ตลาดมีมูลค่า 570,000 ล้านบาท เติบโต 4% เท่ากับค่าเฉลี่ย

โดยสาเหตุที่ปี’69 นี้ ตลาดเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั้น เนื่องจากถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทั้งมู้ดการจับจ่ายของผู้บริโภค และต้นทุนของผู้ประกอบการ เช่น ค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ขึ้นตามราคาน้ำมันไปแล้ว รวมถึงของสดที่ทยอยขึ้น
“เดิมก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางเรามองว่าปี’69 นี้กำลังซื้อของคนไทยน่าจะดีขึ้น เพราะมีรัฐบาลใหม่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะมีตามมา แต่เมื่อเกิดสงครามทำให้สถานการณ์พลิกกลับเป็นปีที่ท้าทายแทน”
นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันดุเดือดทั้งระหว่างกลุ่มรายใหญ่ และแบรนด์จีนที่จะยังเข้ามาเยอะขึ้นหลังแบรนด์จีนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้น สะท้อนจากวงการยานยนต์ ขณะเดียวกันแบรนด์จีนหลายรายยังวางโพซิชั่นตัวเองเป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น เห็นได้ในกลุ่มเครื่องดื่มชาและกาแฟ
ทั้งนี้การเข้ามาของแบรนด์จีนมีผลทั้งด้านบวกและลบ โดยด้านบวกทำให้ตลาดคึกคัก เพราะตลาดร้านอาหารเมื่อมีรายใหม่เข้ามาจะสร้างความสดใหม่ คึกคัก ส่วนด้านลบผู้เล่นรายเล็ก-กลางจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนที่แบรนด์จีนมักต่ำกว่า จึงต้องรับมือด้วยความแตกต่างของเมนู
อย่างไรก็ตาม ตลาดร้านอาหารยังมีโอกาสที่นำมาสร้างการเติบโตได้ เช่น ศูนย์การค้ายังต้องการแบรนด์ใหม่ ๆ มาเข้าในพื้นที่เสมอ อาจถึงระดับทุกไตรมาส โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่กลางเมือง โดยที่บางรายจัดสรรโซนสำหรับแบรนด์ใหม่โดยเฉพาะ ทั้งร้านอาหารและธุรกิจอื่น
“ผู้ประกอบการร้านอาหารเองก็ต้องพยายามหาแบรนด์ใหม่หรือโมเดลใหม่ ๆ เข้ามาตลอด ไม่อย่างนั้นอาจเสียพื้นที่ในศูนย์การค้าไป เรียกว่าธุรกิจอาหารจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องปรับตัวตลอด”
ขณะเดียวกันคาดว่า ตลาดชาบูเน้นแบบความคุ้มค่าจะคึกคักแน่นอน เช่นเดียวกับอาหารสุขภาพ เพราะจำนวนผู้บริโภคที่สนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น
อีกกลุ่มคือ ร้านอาหาร-เครื่องดื่มที่เน้นขายแบรนดิ้ง เพราะยังมีผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่เลือกทานจากความเป็นแบรนดิ้งของร้าน เพื่อถ่ายรูป-คลิปแชร์ในโซเชียล สำหรับสร้างรายได้ หรือสร้างแคแร็กเตอร์ให้ตนเองในโซเชียล อย่างไรก็ตาม ร้านกลุ่มนี้จะยั่งยืนหรือไม่นั้นยังต้องจับตาดูในระยะยาว

จับตาผลกระทบ เม.ย.-พ.ค.
นายณัฐย้ำว่า เดือนเมษายน-พฤษภาคม’69 นี้จะเป็นจังหวะที่ต้องจับตา เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์สงครามจะเห็นได้ชัด ในหลายวงการ เช่น ท่องเที่ยวที่มักเป็นช่วงการจองห้องพัก-เดินทางรอบใหม่ เช่นเดียวกับที่หลายธุรกิจจะเริ่มสั่งสินค้า-วัตถุดิบรอบใหม่ โดยเร็ว ๆ นี้ราคาวัตถุดิบของสดน่าจะสูงขึ้นอีก เนื่องจากซัพพลายเออร์ไม่สามารถสำรองสต๊อกไว้ได้มากนัก
ส่วนไตรมาส 3 ยังน่ากังวล เพราะหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะระมัดระวังการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น หลังค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 เช่น ครอบครัวที่มีบุตรหลานจะเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม และค่าไฟฟ้าที่จะปรับขึ้นในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว เช่น อาศัยความหลากหลายของแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอรองรับทุกระดับกำลังซื้อ โดยโฟกัสทำตลาดแบรนด์ที่ราคาจับต้องง่ายเพื่อรองรับกำลังซื้อที่ลดลง เป็นต้น
ทุ่ม 1.4 พันล้าน
นายณัฐกล่าวต่อไปว่า เพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางความท้าทาย ปี’69 นี้บริษัทจึงเพิ่มงบฯลงทุนขึ้นเป็น 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นสำหรับขยายสาขา 900 ล้านบาท, รีโนเวต 220 ล้านบาท, อัพเกรดระบบหลังบ้าน 70 ล้านบาท และอีกประมาณ 100 ล้านบาทสำหรับด้านอื่น ๆ โดยเม็ดเงินลงทุนนี้สูงกว่าปี’68 ที่ใช้งบฯลงทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท
โดยเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นไปตามแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายมีรายได้ 19,300 ล้านบาท ประกอบด้วย เติบโต-ขับเคลื่อน-เสริมสร้าง-ยั่งยืน ซึ่งต้องเร่งขยายสาขาเพิ่มอีก 140-160 แห่ง รวมถึงมีคอนเซ็ปต์-โมเดลใหม่ เช่น KFC ที่ตอบโจทย์ความสะดวกและความทันสมัย หรือ PEPPER LUNCH ที่เปิดตัว New Concept Store แห่งแรกของโลก ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ยกระดับสู่ Culinary Destination
เช่นเดียวกับขยายสาขาของแบรนด์ต่าง ๆ ในกลุ่ม JV Partner อาทิ SALAD FACTORY, SHINKANZEN SUSHI, LUCKY SUKI รวมอีกมากกว่า 50 สาขา
พร้อมเร่งสร้าง New S-Curve เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ อาทิ การเร่งขยายสาขาของ KATSU MIDORI SUSHI และการต่อยอดแบรนด์เดิมผ่าน Sunny Side Up ภายใต้ Salad Factory ที่ปรับบทบาทร้านอาหารให้เป็นพื้นที่รีชาร์จพลังของผู้บริโภคยุคใหม่
ทั้งนี้ งบฯลงทุน 1,400 ล้านบาท ของปี’69 ยังไม่รวมการขยายสาขาของแบรนด์ลัคกี้สุกี้ และการซื้อ-ควบรวมกิจการ หรือการร่วมทุน รวมถึงบริษัทยังเน้นความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยหากสถานการณ์สงครามลากยาวและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกำลังซื้อ รวมถึงต้นทุนมากขึ้น สามารถปรับลดการขยายสาขาหรือรีโนเวตลงตามความเหมาะสมได้เช่นกัน
ดึงแบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต
นอกจากนี้ นายณัฐยังแย้มว่า บริษัทอยู่ระหว่างหาแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโออีก 2-3 แบรนด์ภายในสิ้นปี’69 นี้ โดยเน้นแบรนด์เครื่องดื่ม และร้านอาหารแนวครอบครัว ราคาจับต้องง่าย เฉลี่ยคนละ 200-300 บาท หรือมาทานทั้งครอบครัว 3-4 คน ได้ในงบฯประมาณ 1,000 บาท
เนื่องจากเครื่องดื่มเป็นเซ็กเมนต์ที่ CRG ยังมีแบรนด์ในพอร์ตไม่หลากหลาย ส่วนร้านอาหารแนวครอบครัว นั้นสอดรับกับแนวทางของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในไทยที่ปัจจุบันต่างเน้นดึงดูดกลุ่มครอบครัวให้เข้ามาใช้ชีวิต จึงมีโอกาสเจาะเข้าไปได้หลายทำเลทั้งในและนอกเครือเซ็นทรัล
ต่อเนื่องจากในปี’69 นี้จะเปิดตัว แฟรนไชส์ใหม่ “HANAM BBQ” ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลีในคอนเซ็ปต์ใหม่ โดยเตรียมเปิดร้านสาขาแรกที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ในปีนี้

รัดเข็มขัดคุมต้นทุนแน่น
พร้อมกันนี้จะบริหารจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบริหารกระแสเงินสด ตลอดจนการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เช่น การเปิดร้านใหม่ คัดทำเลเข้มข้น และคุมค่าก่อสร้างไม่ให้เป็นภาระในระยะยาว รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการร้านอาหารมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและบริการ เช่น Self-ordering Kiosk และ QR Ordering
เช่นเดียวกับการประหยัดพลังงาน และใช้พลังงานทดแทน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการดำเนินงานร้านอาหาร ติดตามและลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรในการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มั่นใจตรึงราคาได้ 2-3 เดือน
นายณัฐย้ำว่า CRG สามารถตรึงราคาอาหาร-เครื่องดื่มของแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือได้อีกอย่างน้อย 2-3 เดือนแน่นอน เนื่องจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งสั่งซื้อแบบทำสัญญาล่วงหน้าไว้แล้ว รวมถึงยังมีสต๊อกวัตถุดิบที่จัดหาในต้นทุนเดิมเหลืออยู่เพียงพอสำหรับอีก 2-3 เดือน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป อาจต้องหาวิธีบริหารจัดการอีกครั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่าการขึ้นราคาจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายแน่นอน เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค