เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
Economic รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
ดูทั้งหมด

อารักษ์ สุธีวงศ์ วิกฤตคือ ‘บทเรียนใหญ่’ จุดเปลี่ยนธนาคาร 120 ปีสู่ SCBX

08 เม.ย. 2569 | 10:15น.
อารักษ์ สุธีวงศ์

ธนาคารพาณิชย์ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจไทยมายาวนานนับร้อยปี  ในโอกาสครบรอบ 50 ปี หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ กับคอลัมน์พิเศษ “50Impact”  เพื่อถอดบทเรียนและสำรวจพลวัตเศรษฐกิจในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา  ฉบับนี้พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษ “อารักษ์ สุธีวงศ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)  ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง “ซีอีโอ” SCBX  ต่อจาก “อาทิตย์ นันทวิทยา” มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม2570 

กับมุมมอง ความคิด บทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลว กับการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญ และโจทย์ท้าทายในการขับเคลื่อนองค์กรอายุเกือบ 120 ปี  กับเป้าหมายการทรานฟอร์มสู่โมเดลธุรกิจแบบ Tech Company และวิเคราะห์โจทย์ความท้าทายของอนาคตเศรษฐกิจไทย   

ธนาคาร 120 ปีสู่ “SCBX”

“อารักษ์ สุธีวงศ์” ย้อนตำนานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและในปี 2570 จะอายุครบ 120 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาองค์กรมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค กฎเกณฑ์การกำกับดูแล และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าการดำเนินธุรกิจในรูปแบบธนาคารเดิมจะยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งคำตอบจากการประเมินเมื่อ 5 ปีที่แล้วคือ “ไม่ยั่งยืน” จึงนำมาสู่การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เป็น “SCBX” 

แม้ยังดำเนินธุรกิจด้านธนาคารและการเงิน แต่เปลี่ยนมุมมองเป็นการดำเนินธุรกิจในลักษณะของบริษัทเทคโนโลยี (Tech Company) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตอบโจทย์ลูกค้า และเปิดทางสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ และการดึงผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาว

วันนี้เราจบ “ปฐมบทที่ 1” ของการเป็น SCBX มาแล้ว เป็นช่วงของการปรับโครงสร้างวางรากฐาน และจัดระเบียบธุรกิจให้มีความชัดเจนมากขึ้น และพิจารณาว่าบริษัทใดมีศักยภาพเติบโต บริษัทใดต้องเร่งพัฒนา และบริษัทที่ไม่สามารถผลักดันต่อได้ก็มีการปรับเปลี่ยน วันนี้อยู่ในจุดที่มีรากฐานค่อนข้างนิ่งและมั่นคง

“AI-first” กล้าคิด-กล้าลอง

และระยะถัดไป “บทที่ 2” ของSCBX โจทย์สำคัญคือ การยกระดับองค์กรสู่การเป็น “AI-first organization” โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI เข้ามาเพิ่มความเร็วและความคล่องตัวในการดำเนินงาน  พร้อมกับเรื่องการทรานฟอร์มบุคลากร  ที่ต้องสื่อสารกับคนทั้งองค์กรกว่า 30,000 คน ในการเป็น “AI-first organization” ทั้งในแง่รูปแบบการให้บริการและการทำงาน  จากนั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนไปลองศึกษาและทดลองทำ ไม่ว่าจะเป็นแชตบอท การทำ automation หรือโครงการต่าง ๆ

สิ่งที่พบคือ คนในองค์กรมีความตื่นตัวและเข้าใจการมาถึงของ AI และเริ่มมีการกำหนดโครงการ AI ระดับกลุ่มอย่างชัดเจน และอยู่ในช่วงลงมือทำจริง เป็นการพยายามทำให้ AI ตอบโจทย์ได้จริง ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น และคาดหวังว่าในช่วงเวลาต่อไปจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่ออายุครบ 120 ปี 

“DNA สำคัญของ SCBX คือการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์อย่างคุณอาทิตย์ (นันทวิทยา) ที่เชื่อในการทำสิ่งใหม่ เพื่อประโยชน์ของประเทศ วัฒนธรรมองค์กรได้ถูกปรับเปลี่ยนให้พนักงานกล้าทดลองและไม่เกรงกลัวต่อความล้มเหลว  หากโครงการใดผิดพลาดองค์กรจะถือเป็นการเรียนรู้และปรับปรุง”

วิกฤตคือจุดเปลี่ยนสำคัญ

“อารักษ์” มองว่า จากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 30 ปีก่อนภาคธนาคารและบริษัทต่างเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือน “Wake Up Call” หรือ “สัญญาณเตือน” ที่ทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป  หลังจากนั้นภาคธนาคารได้มีการปรับปรุงหลายด้าน ทั้งการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และกระบวนการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ระบบธนาคารมีความแข็งแกร่งสามารถรับมือกับวิกฤตในระยะต่อมาได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 หรือการระบาดของโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารยืนระยะได้  เป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่สามารถยืนหยัดผ่านวิกฤตเหล่านี้มาได้ โดยมีรากฐานมาจากการปรับโครงสร้างตั้งแต่ 30 ปีก่อน

และวิกฤตรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น  คือสิ่งที่เรียกว่า “Digital Disruption” จากการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้ง FinTech, AI และในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะพูดถึง ควอนตัม (Quantum) ปัจจุบันแม้จะไม่ใช่วิกฤต แต่หากไม่ปรับตัวอาจกลายเป็นวิกฤต ความเสี่ยงสำคัญของอุตสาหกรรม  จึงเป็นที่มาเมื่อ 10 ปีก่อน ธนาคารจึงเริ่มกระบวนการ “SCB Transformation” โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การใช้บริการผ่านสาขาลดลง และหันไปใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น

ตำแหน่ง”ผู้มาก่อนกาล”

“อารักษ์” ระบุว่า จากวิกฤตเมื่อ 30 ปีก่อนทำให้เราเริ่มที่จะมอง “ก่อนเกิดวิกฤต”  โดยพูดกันภายในว่า “เราเป็นผู้มาก่อนกาล” ของการทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นและจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป

ธนาคารได้มีการปรับตัวต่อเนื่องจนได้จัดตั้งกลุ่ม “SCBX” และมีบริษัทเทคโนโลยี  และบริษัทเพื่อลงทุนเรื่องนวัตกรรม AI ต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าหากไม่ปรับตัว “โอกาสอยู่รอด” จะยากมาก เพราะผู้บริโภคมีช่องทางอื่นที่จะเข้าถึงบริการทางการเงิน หากเราไม่เป็นหนึ่งใน “ธนาคารหลัก” ในการให้บริการโอกาสที่เราจะอยู่เคียงคู่กันไปก็จะยากในระยะยาว

“เราพยายามมองไปข้างหน้า โลกจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดขึ้นแล้วค่อยคิด มองไปก่อนว่าถ้าวิกฤตมาเราทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ทุกโครงการจะถูกหรือประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญคือวัฒนธรรมองค์กร เมื่อเราทำสิ่งใหม่ ๆ มีโอกาสที่จะผิดพลาด แต่หากเกิดความผิดพลาดก็ยอมรับ เรียนรู้ และปรับปรุง โดยไม่ปกปิดหรือโทษกัน สิ่งนี้ทำให้บุคลากรในองค์กรมีความตื่นตัว กล้าคิด กล้าทดลอง พร้อมพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา”

“ยกเลิกค่าฟี” ทุบหม้อข้าว

“อารักษ์” ฉายภาพว่า ธนาคารไทยพาณิชย์เรียกว่าเป็น “ธนาคารแรก” ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติวงการ ด้วยการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ทำให้การโอนเงิน “ฟรี” ถือเป็น “จุดตั้งต้น” การก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง ซึ่งการยกเลิกค่าธรรมเนียมเป็นช่วงที่ระบบการชำระเงิน e-Payment เริ่มพัฒนา ทุกธนาคารเข้าสู่โครงการ “พร้อมเพย์” และการใช้เครื่อง EDC

อย่างไรก็ดีผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับการโอน หรือจ่ายเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์  ยังนิยมไปสาขา เช่น เบิกเงินสดจากสาขาหนึ่งแล้วนำไปฝากอีกธนาคาร เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม 25 บาท แต่ธนาคารมีต้นทุนสูงมากในหลักหลายร้อยบาท และเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบการเงินยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่

หากเราให้คำจำกัดความคำว่า “หม้อข้าว” คือค่าธรรมเนียมที่ได้จากการทำธุรกรรม ถือว่าเป็นการ “ทุบหม้อข้าว”คงแตกกระจายไปทั้งหม้อ แต่หากมองภาพรวมเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้และต้นทุนใหม่ ซึ่งในระยะสั้นอาจมีผลกระทบรายได้หาย แต่ในระยะยาวกลับเป็นผลดีต่อทั้งธนาคาร อุตสาหกรรม และประเทศ เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมที่แบงก์สูญเสีย น้อยกว่าต้นทุนที่ธนาคารต้องจ่าย 

และเมื่อเกิดโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงยิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคถูกบังคับต้องปรับตัว และเมื่อไม่มีค่าธรรมเนียมทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น วันนี้ต้นทุนให้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสาขาลดลงไปเยอะ ทำให้ธนาคารสามารถลงทุนหรือสร้างนวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าและผู้บริโภคได้

บทเรียน “ความผิดพลาด”

“อารักษ์” ยอมรับว่า มีหลายโครงการที่เป็นการลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว โดยเฉพาะ Venture Capital ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพ เช่น ลงทุน 10 โครงการ ก็มี  6-7 ตัวที่ไม่เวิร์กตามธรรมชาติแล้ว  แต่อาจสำเร็จเพียง 2-3 โครงการ ได้ผลตอบแทนที่ดี  ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนทั้ง 10 ตัวไปแล้ว

ขณะที่หลายธุรกิจที่บริษัทเข้าไป เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล อันนี้เรามาก่อนกาลของแท้  เข้าไปค่อนข้างเร็วตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว ช่วงที่สำนักงาน ก.ล.ต.ออกกฎหมาย พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล  SCBX เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่มีใบอนุญาตเกือบครบทุกใบ แต่เมื่อดำเนินการจริงก็พบว่าบางธุรกิจแม้จะมีศักยภาพแต่เราอาจยังไม่พร้อม หรือมีข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้ต้องตัดสินใจยุติบางโครงการและปิดบริษัทไป

การตัดสินใจเหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก เพราะมีการบริหารเป็นขั้นตอน หากไม่เป็นไปตามเป้า หรือไม่ใช่ก็หยุด ทำให้เกิดวัฒนธรรมของการกล้าลอง กล้าคิด และไม่กลัวความล้มเหลว และพนักงานจำนวนมากที่ได้ไปทำงานในบริษัทขนาดเล็ก หรือโครงการใหม่ ๆ ก็จะได้รับประสบการณ์ที่เข้มข้นขึ้น มีทักษะการตัดสินใจและความสามารถที่สูงขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นจุดแข็งขององค์กร

Virtual Bank สนามรบใหม่

“อารักษ์” กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจการเงินในประเทศไทยถือว่ามีการแข่งขันสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะอุตสาหกรรมไหนไม่มีการแข่งขันจะไม่แข็งแรง  และการมาถึงของ Virtual Bank ทั้ง 3 รายที่ได้รับอนุญาตจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายบุคคลหรือภาคธุรกิจ ที่จะได้รับบริการที่ดีขึ้นในด้านความรวดเร็ว ราคา และคุณภาพบริการโดยรวม 

สำหรับ Virtual Bank ปีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่คาดว่าในปี 2570 จะเริ่มเห็นการแข่งขันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น และต้นทุนถูกกว่า

แนวคิดสำคัญคือการนำ AI เข้ามายกระดับประสบการณ์ลูกค้า จากเดิมที่การทำธุรกรรมต้องกดตามขั้นตอน  แต่ในอนาคตอาจเปลี่ยนรูปแบบ เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัวทางการเงิน” ที่สามารถสั่งงานได้โดยตรง เพียงบอกให้โอนเงินตามจำนวนที่ต้องการ หรือสั่งให้เติมเงิน หรือจัดสรรเงินอัตโนมัติเมื่อเงินเดือนเข้า ระบบก็สามารถดำเนินการให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกดหลายขั้นตอน

ศก.ไทย กับทศวรรษที่สูญหาย

“อารักษ์” กล่าวถึงมุมมองของวิกฤตพลังงานในปัจจุบันกับอนาคตเศรษฐกิจไทยว่า  ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยสูญเสียโอกาสหลายด้านในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  จากปัญหาเสถียรภาพภายใน เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decade)  และหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น และพอผ่านไป 10-20 ปีกลายเป็นว่าเราไม่เคยแก้ปัญหาระยะยาว หรือปัญหาโครงสร้างเลย

สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีเสถียรภาพในด้านการบริหารประเทศและนโยบาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว หากไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็จะกลับมาพูดซ้ำแบบเดิม

บทเรียนจากสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่าประเทศที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จะมีความเปราะบางต่อแรงกระทบจากภายนอก

ดังนั้นประเทศไทยควรยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยพัฒนาในลักษณะ “คลัสเตอร์” หรือ “ห่วงโซ่อุปทาน” ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ไม่ใช่เติบโตแบบกระจัดกระจายเป็นรายบริษัท คำถามอยู่ที่ว่า “คลัสเตอร์ใหม่” ของไทยคืออะไร โดยแนวทางที่ถูกพูดถึงคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งก็เห็นด้วย เพราะเป็นการต่อยอดจากอุตฯ รถสันดาปเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องคิดไปอีก 5-10 ปีในสิ่งที่โลกต้องการ เช่น ไทยมีศักยภาพการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและการเงิน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยการลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการวิจัยและพัฒนา และระบบการศึกษา

“ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาระยะสั้นและวางรากฐานระยะยาว แม้ทุกรัฐบาลพูดถึงอยู่เสมอ แต่ความท้าทายอยู่ที่การลงมือทำจริง โดยเฉพาะในบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการพัฒนา เช่นเดียวกับองค์กรที่ยั่งยืน เราจะต้องมีการวางแผนระยะยาว เช่น “ประชาชาติธุรกิจครบรอบ 50 ปี” และ “กลุ่ม SCBX รวมธนาคารไทยพาณิชย์ 120 ปี” นายอารักษ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SCBX ธนาคารพาณิชย์