เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

เปิดแนวคิด Thai First ‘ดีอี’ ย้ำบทบาทสตาร์ตอัพ-NT-ปณท

30 เม.ย. 2569 | 08:30น.
ดีอี

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) แบ่งงาน 2 รัฐมนตรีเสร็จสรรพ ที่ได้ประกาศนโยบายไปแล้วและได้รับมอบหมายให้นำเทคโนโลยีไปเป็นกระดูกสันหลังให้ทุกส่วนของรัฐบาลนำไปแก้ปัญหา และบริหารประเทศ รวมถึงบทบาทในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มและเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเพิ่มดีกรีร้อนแรงยิ่งขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สดช.) ดูแลกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (กองทุนดีอี) รวมถึง 2 รัฐวิสาหกิจสำคัญ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) หลากหลายแง่มุม ดังนี้

การส่งเสริม Startup ไทย

แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ปัจจุบันการสนับสนุนส่งเสริมสตาร์ตอัพและบริษัทเทคโนโลยีมีหลายภาคส่วนที่ดูแล ในส่วนของดีอีจะมีกลไกผ่านกองทุนดีอีเอง และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการใช้เงินจากกองทุนดีอีต้องมีประสิทธิภาพ และมีการกำหนด KPI ที่ชัดเจนสำหรับการให้ทุนสนับสนุน โดยกำหนดกรอบนโยบายทั้งระยะ 1 ปี หรือ 4-5 ปี เพื่อให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพ หรือบริษัทเทคโนโลยีสอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศจะเดินไป

“สถานการณ์เศรษฐกิจและบริบทของโลกชี้ให้เห็นว่าการจะสร้างยูนิคอร์น หรือบริษัทเทคโนโลยีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นการส่งเสริมสตาร์ตอัพหรือบริษัทเทคฯ ไทยในส่วนที่ดีอีทำได้ย่อมมีข้อจำกัดจะไม่ใช่เพียงแค่ให้ทุนแล้วจบไป แต่ต้องติดตามผลว่าสิ่งที่สนับสนุนไปประสบความสำเร็จหรือไม่ รัฐสามารถนำข้อมูลหรือเทคโนโลยีนั้น ๆ มาต่อยอดใช้ประโยชน์ได้เพียงใด”

รมช.ดีอีย้ำว่า การให้ทุนหรือการดูแลส่งเสริมควรอยู่ในเส้นทางเดียวกับนโยบายบริหารประเทศของรัฐบาลที่จะเดินไปข้างหน้า และอย่างน้อย ๆ ภาครัฐหรือดีอีจะต้องสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลหรือใช้ประโยชน์บางอย่างอะไรได้บ้าง

“อย่างน้อย ๆ คือเราก็ได้เห็นว่าเทคโนโลยีบางอย่างของภาคเอกชนมีปัญหาในการประสานงานขอใช้งานกับภาครัฐ มักจะมีเส้นทางที่ไม่ค่อยเชื่อมกันสนิท ดังนั้นหากภาครัฐมีเทคโนโลยีเชื่อมกันกับภาครัฐด้วยกันการสนับสนุนส่งเสริมกันก็จะดีขึ้น”

โดยกระทรวงดีอีจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน หากบริษัทเอกชนหรือ Startup พัฒนาระบบที่มีประโยชน์ ก็จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนหรือใช้ระบบเหล่านั้น

ปกป้องตลาด Thai First

อีกเรื่องที่ต้องเน้น คือ การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตามแนวทาง Thai First ลดพึ่งพาแพลตฟอร์ม
ต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นหัวใจหลักจะต้องเป็นโลกที่เปิดกว้างให้กับทุกคนได้มีโอกาสทำธุรกิจ หาทางส่งเสริมให้มีแพลตฟอร์มของตนเองหรือทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติอยู่ใต้กฎหมายไทย 100% เป็นธรรม หนุนธุรกิจคนไทยทำให้ประชาชนมีตัวเลือก

“กระทรวงพาณิชย์, ดีอี, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้คุยกันแล้ว ถ้าจะพัฒนาเป็นอีคอมเมิร์ซ ส่งเสริมสินค้าโอท็อป สินค้าเมดอินไทยแลนด์ควรจะทำอย่างไร รวมถึงไปรษณีย์ไทยก็จับมือกระทรวงพาณิชย์ช่วยส่งสินค้าราคาถูก”

และในด้านการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานจะต้องมีการทำให้เป็น Made in Thailand First บริษัทต่างชาติต้องตั้งที่ทำการในประเทศไทย เสียภาษีให้ประเทศไทยอย่างถูกต้อง พร้อมส่งเสริมไม่ว่าจะผลิตขายหรือใช้ในประเทศหรือส่งออก อย่างน้อยสินค้าทุกอย่างเริ่มจากไทย หรือมาจบที่ไทย

เรื่องการดึงดูดการลงทุน หรือการทำธุรกิจในประเทศจะเร่งแก้ไขกฎหมายให้มีการจัดตั้งบริษัทในประเทศ ไม่ใช่มีแค่แรงจูงใจอย่างเดียว อนาคตทุกประเทศจะมองถึงความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก

“บอกทางข้าราชการไปแล้วว่า กฎหมายที่จะออกมาเพื่อกำกับดูแลบริษัท-แพลตฟอร์มต่างชาติให้เข้มงวดขึ้นนี้ หากติดขัดตรงไหนให้บอกมา เพราะมั่นใจว่าเสียงในสภาทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาล”

รัฐวิสาหกิจไม่ต้องเน้นกำไร

รมช.ดีอียังกล่าวถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสำคัญภายใต้การกำกับดูแลอย่าง “ไปรษณีย์ไทย” ด้วยว่า ไม่อยากใช้คำว่าไปรษณีย์ไทยต้องไป “สู้” กับใคร เพราะในความเป็นจริงไปรษณีย์ไทยคือเจ้าตลาดโลจิสติกส์อยู่แล้ว เป็นหน่วยงานเดียวที่มีจุดแข็งในการเข้าถึงทุกครัวเรือนทั่วประเทศอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำสูง จึงมีความได้เปรียบในบริการเฉพาะด้าน เช่น การรับส่งเอกสาร ขณะที่ผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นมักเน้นการรับส่งเฉพาะพัสดุเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องไม่ลืมว่า “ไปรษณีย์ไทย” มีต้นกำเนิดมาจากเงินทุนของรัฐ และมีความได้เปรียบเหนือเอกชนหลายด้านจึงต้องเข้ามาช่วยงานภาครัฐเพื่อแบ่งเบา ในช่วงที่ตั้งรัฐบาลนี้เข้ามาเกิดวิกฤตหลายอย่างโดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ไปรษณีย์ไทยอาจต้องยอม “บีบกำไรลง” เพื่อนำทรัพยากรมาช่วยเหลือประชาชนในมุมต่าง ๆ เช่น ลดค่าขนส่งหรือสนับสนุนโครงการรัฐ อาจมีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามสถานการณ์ เช่น ขณะนี้ให้ไปร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ขนส่งสินค้าราคาถูก แทนมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวมองว่าแม้จะเป็นเจ้าตลาด แต่ไปรษณีย์ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากบริษัทเอกชน แม้เป็นรัฐวิสาหกิจก็ต้องปรับ Mindset การทำงานให้เหมือนภาคเอกชน หากต้องการจะสู้และแข่งขันได้จะทำงานก้ำกึ่งแบบระบบราชการเดิมไม่ได้ เพื่อรักษาฐานะความเป็นเจ้าตลาดอย่างยั่งยืน

ส่วน NT ต้องโฟกัสการทำธุรกิจที่เป็นรายได้จริง ๆ หากในอนาคต NT ไม่สามารถสู้ในสมรภูมิ “หน้าฉาก” หรือการให้บริการลูกค้าโดยตรงได้ก็จำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจมาเน้นให้บริการ “หลังฉาก” (Back-end) โดยใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาสร้างรายได้

“หัวใจสำคัญคือต้องทำให้บุคลากรเลิกแบ่งแยกความเป็น CAT หรือ TOT แต่ต้องยืนบนพื้นฐานเดียวกัน คือความเป็น NT อย่างแท้จริง แม้จะเป็นเรื่องยากแต่จำเป็นต่ออนาคตขององค์กร และเป็น NT ที่ต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นกระทรวงการคลังจะเป็นคนเข้ามาจัดการ”