คอลัมน์ : SD TALK ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
คน HR รุ่นใหม่ ๆ อ่านหัวข้อนี้ แล้วอาจจะงง ๆ แล้วเข้าใจไปว่าดื่ม COLA แล้วจะแก้ของแพงได้
COLA ที่พูดถึง มาจาก Cost of Living Allowance ชาว Com & Ben เรียกย่อๆ ว่า COLA ครับ
เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใด ข้าวยากหมากแพงผู้คนเดือดร้อน ค่าครองชีพสูง เจ้า COLA จะถูกหยิบมาใช้ในบริษัทที่ไม่เคยมีการจ่ายตัวนี้มาก่อน
หรือในบริษัทที่เคยมีการจ่าย COLA อยู่แล้ว อาจพิจารณาปรับเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือจุนเจือพนักงานให้พออยู่พอกินกับสภาวะของแพง
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เรากำลังโดนผลกระทบที่หนักหนาอีกครั้ง จากตาแก่อารมณ์แปรปรวนป่วนโลก
ผมเชื่อว่า หลายบริษัทคงหยิบเจ้า COLA มาปัดฝุ่นใช้งาน เลยขอนำหลักการที่น่ารู้และควรระวัง มาเล่าสู่กันฟัง
1.จำนวนเงินที่ให้และลักษณะการจ่าย : ทุกบริษัทที่ผมเคยทำงานจะจ่ายเป็นเม็ดเงินที่เท่ากันทุกคนทุกตำแหน่ง เช่น จ่ายค่าครองชีพให้คนละ 1,000 บาทเท่ากันทุกคน
ถ้าถามว่า จะจ่ายแยกตามระดับชั้น/ตำแหน่งได้ไหม เช่น ระดับพนักงานจ่าย 1,000 บาท หัวหน้าแผนกจ่าย 1,200 บาท ผู้ช่วยผู้จัดการ 1,500 บาท
คำตอบคือถ้าจะจ่ายแบบนี้ก็ได้อยู่ แต่จะตอบเหตุผลพนักงานยังไง ทำไมตำแหน่งสูงกว่าถึงได้ COLA มากกว่า ข้าวของมันแพงขึ้นตามตำแหน่งหรือไง ?
ก็เลยต้องจ่าย COLA ให้เท่ากันทุกคนและจ่ายเป็นเม็ดเงินที่เท่ากันครับ
2.จ่ายแยกออกจากเงินเดือน : ใน Payslip จะแยกช่อง COLA ต่างหากจะได้ไม่รวมเป็นฐานขึ้นเงินเดือนประจำปี, เป็นฐานการจ่ายโบนัส, เป็นฐานการคำนวณ Provident Fund เพื่อไม่ให้ Staff Cost บวม
3.ระยะเวลาที่ให้ : มักพบว่าบริษัทจะออกประกาศการจ่าย COLA ในลักษณะหาเสียงหน่อย ๆ เช่น “เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นมาก บริษัทเห็นความเดือดร้อนของพนักงานที่ต้องรับภาระ จึงเห็นสมควรจ่ายค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือพนักงานคนละ………บาท ตั้งแต่วันที่………เป็นต้นไป”
ตรงนี้ล่ะครับที่บางบริษัทไม่กำหนดเวลา คือให้ COLA ตลอดไป แม้จะผ่านพ้นช่วงวิกฤตนั้น ๆ ไปแล้ว
ขณะที่บางบริษัทประกาศให้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น คราวละ 6 เดือน แล้วรอดูสถานการณ์ ถ้าภาพรวมเริ่มดี เช่น มีการตกลงกันได้ระหว่างตาแก่วิปริตกับคู่กรณี บริษัทก็ไม่จ่าย COLA ให้เมื่อครบกำหนดตามประกาศ
แต่ถ้าตาแก่อยากบู๊ต่อ แล้วเศรษฐกิจโลกดิ่งต่อ บริษัทก็ออกประกาศว่า จะจ่าย COLA อีก 6 เดือน แล้วสงวนสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ให้ COLA โดยจะพิจารณาอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ความแตกต่างของการให้แบบมีและไม่มีกรอบเวลาคือ “ความรู้สึก” ของพนักงานครับ
จากประสบการณ์ผม พนักงานจะรู้สึกดีกับบริษัทถ้าจ่าย COLA ให้แบบไม่มีกรอบเวลาหรือให้แล้วให้เลย มากกว่าการให้โดยมีกรอบเวลา
ก็แหงแหละครับ ของเคยได้ก็ต้องอยากได้ต่อไปตามธรรมชาติของคน
อันนี้ขึ้นอยู่กับนายใหญ่ว่า จะให้แบบไหน ที่เห็นมาคือให้แล้วให้เลยเป็นส่วนใหญ่
ถ้าการจ่าย COLA เป็นแบบให้แล้วให้เลยทุกเดือนเท่ากันตลอด โดยไม่มีเงื่อนไขก็ต้องไม่ลืมว่า COLA เป็น “ค่าจ้าง” ที่ต้องใช้เป็นฐานคำนวณสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย คือใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าโอที, ค่าชดเชย, ค่าตกใจ, ประกันสังคมด้วย
4.งบประมาณที่ต้องคำนึง : การให้ COLA ในจำนวนที่แน่นอนสามารถคำนวณงบประมาณได้ง่ายและหมูมากที่สุดสำหรับคนทำงาน Com & Ben เช่น บริษัทจ่าย COLA คนละ 1,000 บาท แล้วบริษัทมีพนักงานอยู่ 500 คน งบประมาณที่ต้องใช้คือ 500,000 บาทต่อเดือน ปีละ 6,000,000 เรื่องที่สำคัญก็คือแต่ละบริษัทมีขีดความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay) ไม่เท่ากัน
ตรงนี้แต่ละบริษัทจะให้ COLA มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทไหนจะไหวกับ Staff Cost ที่เพิ่มขึ้น
อ่านถึงตรงนี้แล้วก็เชื่อว่าเราจะเข้าใจกับเครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้ในยามของแพง พร้อมข้อคิดนำไปเป็นไอเดียต่อยอดกันบ้าง
ไม่ต้องการทำให้คนอ่านตกใจกลัว แค่อยากบอกว่าวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น
ยังมี After Shock หนัก ๆ ตามมาอีก ตัวแปรคือตาแก่อารมณ์แปรปรวนกับคู่กรณี จะตกลงกันได้หรือไม่และเมื่อไหร่
เตรียมรับแรงกระแทกนี้ได้เลย เราต้องให้กำลังใจกันและกันครับ
ถ้าผมนึกถึงเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการบริหารงาน HR ในยามมีวิกฤตเศรษฐกิจก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ