Nielsen เผย 10 อันดับ “ความกังวล” ที่มีผลต่อการใช้จ่าย พร้อมจัดกลุ่ม “ผู้บริโภค” ตามสภาพเศรษฐกิจ พบเดือน ก.ค. 2567 กลุ่มกำลังซื้อสูงขยายตัวเป็น 20% จากช่วงต้นปีที่ 13% มองเป็นโอกาสของแบรนด์ เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกซึ้ง
วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า LINE ประเทศไทย จัดงาน THAILAND NOW & NEXT : Thriving through The Economic Instability เพื่อนำเสนออินไซต์และแนวทางการใช้งานดาต้าของธุรกิจต่าง ๆ พร้อมหนุนผู้ประกอบการต่อยอดเป็นกลยุทธ์ใหม่ ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือผู้บริโภค
โดยการบรรยายในหัวข้อ UNFOLDING CONSUMER INSIGHTS IN A CHALLENGING THAILAND ได้ “ชินตา ศรีจินตอังกูร” Thailand Site Leader บริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยตลาด มาร่วมแบ่งปันข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านงานวิจัยของนีลเส็น พร้อมระบุ 4 ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีความพิถีพิถันมากขึ้น ได้แก่
1.สถานะของผู้บริโภค
ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะปรับตัวกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้ดี โดยมีการประเมินการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้เงินนั้นเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของนีลเส็นได้แบ่งประเภทของผู้บริโภคชาวไทยเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
- Thrivers : กลุ่มที่มีความมั่นคงทางการเงิน
- Unchanged : กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยใด ๆ และใช้จ่ายตามเดิม
- Cautious : กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบแต่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
- Rebounders : กลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบจากสูญเสียงานและมีรายได้ลดลง
- Strugglers : กลุ่มที่ยังต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงิน
โดยสัดส่วนของแต่ละกลุ่มในเดือน ก.ค. 2567 เป็นดังนี้
- Thrivers 6%
- Unchanged 14%
- Cautious 32%
- Rebounders 28%
- Strugglers 21%
“สิ่งที่น่าสนใจ คือสัดส่วนของกลุ่ม Thrivers และ Unchanged รวมกันเป็น 20% ซึ่งขยายตัวจากเดือน ม.ค. 2567 ที่ 13% (Thrivers 5% และ Unchanged 8%) หมายความว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมีจำนวนมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่แบรนด์จะพัฒนาสินค้าหรือทำแคมเปญที่ตรงกับความต้องการของคนกลุ่มนี้”
2.สภาพเศรษฐกิจ
สภาวะเงินเฟ้อในไทย ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อสิ่งตอบแทนที่เท่าเดิม โดยสินค้าที่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญ คือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาพสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)
อีกทั้งผู้บริโภคยังมีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลง พร้อมที่จะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าที่มองว่าคุ้มค่ากว่า โดยผลสำรวจระบุว่าแบรนด์กว่า 80% สูญเสียฐานลูกค้าของตนเอง
3.ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
แม้ว่าในปี 2567 ผู้บริโภคจำนวนมากจะเริ่มมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น แต่กลุ่มใหญ่ในสังคมไทยมากกว่า 50% ยังระมัดระวังและมีความกังวลในการใช้จ่าย ผู้บริโภคส่วนมากยังให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่เน้นความเรียบง่าย การวางแผน และการหลีกเลี่ยงความสิ้นเปลือง
4.นิยาม “ความคุ้มค่า” แบบใหม่
ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่องราคาที่ถูกลง แต่ยังพิจารณาถึงคุณค่าในรูปแบบอื่น ๆ ภายใต้ราคาที่เข้าถึงได้ เช่น เป็นสินค้าใหม่ เป็นสินค้าที่สร้างความยั่งยืน เป็นสินค้าที่มาจากธรรมชาติ เป็นต้น
นอกจากนี้ “ชินตา” ยังเปิดเผยข้อมูล Top 10 “ความกังวล” ที่มีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลไปจนถึงปี 2568 ประกอบไปด้วย
- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภคสูงขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ (Increasing utilities cost) 36%
- ค่าอาหารแพงขึ้น (Increasing food prices) 29%
- เศรษฐกิจถดถอย (Economic downturn) 25%
- ค่าเดินทางสูงขึ้น (Increasing transport prices) 16%
- ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน (Global Warming) 15%
- อัตราดอกเบี้ยสูง (Rising interest rates) 10%
- ความมั่นคงทางการงาน (Job security) 9%
- ค่าเช่าบ้านสูงขึ้น (Increasing housing rentals) 9%
- การกลับมาของโควิด-19 (Covid-19 resurgence) 8%
- ความเป็นอยู่ของครอบครัว (Family welfare) 8%
“แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน เช่น หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนสูงกว่า 90% แต่ก็ยังมีช่องให้แบรนด์สร้างการเติบโตต่อได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจความต้องการหรือความกังวลของลูกค้า เพื่อที่แบรนด์จะได้นำเสนอสินค้าที่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้”