Skip to content

เปิดมุม AIoT ขับเคลื่อนไทย บทบาทใหม่สมาคมโทรคมนาคม

25 พ.ค. 2569 | 10:33น.
เปิดมุม AIoT ขับเคลื่อนไทย  บทบาทใหม่สมาคมโทรคมนาคม
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

บทบาทภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” สอดคล้องกับคนในอุตสาหกรรมที่ได้นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวคิด AI Nation ทำให้โทรคมนาคมไม่ใช่แค่ตัวเชื่อมต่อ Connectivity แต่เป็น Infrastructure

“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” ในหมวกของนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์คนใหม่ที่จะดำรงตำแหน่ง 3 ปี กับเป้าหมายที่ต้องการปรับเปลี่ยนบทบาทของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการเชื่อมต่อ สู่การเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

เปิดมุมมองบทบาทใหม่

“จักรกฤษณ์” เป็นหนึ่งในผู้บริหารคนสำคัญของ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ที่มีความเห็นและมุมมองต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาโดยตลอด แต่เมื่อต้องมาสวมหมวก “นายกสมาคมโทรคมนาคมฯ” คนใหม่ เขากล่าวว่า จากนี้ไปทุกความเห็น ทุกนโยบายที่เสนอเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต้องเข้าสู่กรรมการ เพื่อรวบรวมความเห็นจากทุกฝ่าย เพราะในสมาคมมีทั้งฝั่งโอเปอเรเตอร์ทุกค่าย ดาวเทียม และโทรทัศน์

“สิ่งสำคัญคือ เราต้องสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมเดียวกัน ลดการแข่งขันที่ไม่ดีต่ออุตสาหกรรม การแข่งขันด้านธุรกิจก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในบางอย่าง
ต้องคำนึงถึงทิศทางของประเทศ”

เปลี่ยนผ่านโทรคมนาคม

และว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องขยับฐานะจาก “Telecom Operator”ไปสู่ “Digital Infrastructure Industry” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็น Digital Economy และ AI Nation โดยมี 5 เสาหลักสำคัญที่ต้องยกระดับ ได้แก่ AI, Cloud/Data Center, Quantum Technology, Cyber Security และ Connectivity

ส่วนที่ประเทศไทยมีศักยภาพมาก ๆ ในภูมิภาคเอเชีย รองจากแค่จีน คือ เรื่อง IoT สมาร์ทซิตี้ ที่เรามีอุปกรณ์ และคาดว่าเรามี “ความรู้” มากที่สุด ที่จะต้องสนับสนุนให้เป็นศูนย์กลางใหม่

สมาคมจะเริ่มจัดงานรวมคนในอุตสาหกรรม AIoT ในเดือน มิ.ย. นี้ เพื่อแสดงความพร้อมว่าในเรื่องของ AI เมื่อนำมารวมกับเรื่อง IoT ที่เราชำนาญจะทำให้มีศักยภาพสูง รวมถึงการส่งเสริมด้านทักษะและสกิลให้คนไทยรองรับการเติบโตของ AIoT (AI และ Internet of Things)

ส่วนที่เหลือคือการขับเคลื่อนด้านข้อกฎหมายและระเบียบที่ต้องตามให้ทันเทคโนโลยี

ประสานความร่วมมือ

จักรกฤษณ์กล่าวด้วยว่า ภายใน 3 ปีจะเร่งประสานงานผู้คนในแวดวงโทรคมนาคม เพื่อดำเนินงาน 7 ด้าน

ประกอบด้วย 1. การผลักดัน Digital Economy และ AI Nation ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (5G ครอบคลุม 90-95% และ Broadband 90%) เป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนนโยบาย AI Nation เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันเทคโนโลยีระดับโลก

2. การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) เร่งผลักดันกติกาเกี่ยวกับ Responsible AI เพื่อควบคุมการใช้งาน AI ให้มีความรับผิดชอบ และไม่ขัดต่อกฎหมาย เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และสอดคล้องกับเทคโนโลยี เช่น การอนุญาตให้ผู้ให้บริการระงับสัญญาณได้ทันทีในกรณี “ความผิดซึ่งหน้า” เช่น เว็บพนันหรือมิจฉาชีพ เพื่อความรวดเร็วในการป้องกันอาชญากรรม  เสนอปรับปรุงภาระผู้ประกอบการในการต่อใบอนุญาตติดตั้งสถานีฐานแบบปีต่อปี และเสนอให้ใช้ AI หรือระบบแผนที่ดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบแทนการใช้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริง

3. การยกระดับความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber Security) ผลักดันให้มีการอนุมัติงบประมาณต่อเนื่องสำหรับระบบ CERT (Computer Emergency Response Team ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อเป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์

“ปกติทุกหน่วยงานต้องมี CERT เพราะภัยคุกคามปัจจุบันมาจากช่องโหว่ในระบบคอมพิวเตอร์ คนร้ายตระเวนหาช่องโหว่ต่าง ๆ ดังนั้น CERT จึงมีหน้าที่แจ้งเตือนองค์กรหรือหน่วยงานไม่ต่างจาก Cell Broadcast”

เช่น ฝั่งธนาคาร มี CERT โดยสมาคมธนาคารฯ เป็นคนทำ ฝั่งโทรคมนาคมทำมาแล้วหลายปี แต่งบประมาณหมดจึงขอไปที่สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งยังไม่พิจารณามาหลายปีแล้ว

ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลบริษัทเล็ก

“ค่ายมือถือใหญ่ ๆ มี CERT เป็นของตัวเอง แต่ในสมาคมมีบริษัทขนาดเล็กอีกมากที่ต้องพึ่งพาการตรวจตราระบบความปลอดภัย เราจึงขอใช้เงินกองทุนจาก กสทช.มาทำระบบเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยให้ทั้งอุตสาหกรรม เพราะความมั่นคงทางไซเบอร์คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการคุ้มครองข้อมูลของประชาชนและสนับสนุนบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีระบบป้องกันของตนเอง”

4. การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยีและไม่ถูกหลอกลวงผ่านสมาชิกของสมาคม

5. การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันมุ่งเน้นการลงทุนซ้ำซ้อนและยกระดับคุณภาพบริการ สมาคมจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เสาสัญญาณ (Tower) และโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การแบ่งปันจะช่วยลดต้นทุนของทั้งผู้ประกอบการและของประเทศชาติ

ตัวอย่างเช่น สายสื่อสารที่รกรุงรังนี้เกิดจากระยะพาดสายที่ห่างกันและต่างคนต่างทำ เสนอให้ใช้ตู้เก็บสายสื่อสาร  ร่วมกัน แทนการที่ต่างคนต่างตั้งตู้ของตนเองจะช่วยลดจำนวนสายสื่อสารที่ลากยาวจากต้นซอยไปท้ายซอยได้

“หากมีการวางจุดกระจายสัญญาณให้ถี่ขึ้น เช่น ทุก 50 เมตร และใช้ร่วมกัน จะช่วยให้สายที่ลากเข้าบ้านแต่ละหลังสั้นลงและลดความรกรุงรังของสายบนเสาไฟฟ้า”

โดยแนวทางใหม่คือการพูดคุยเพื่อใช้โครงข่ายร่วมกัน บทบาทของสมาคมจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาและแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขัดแย้งกันเอง และหาจุดที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย มุ่งหวังให้เกิดระบบนิเวศที่ผู้ประกอบการสามารถอยู่ร่วมกันได้และส่งต่อประโยชน์ไปยังประชาชนในที่สุด

สร้างอีโคซิสเต็มไทยฮับ IoT

และหากส่งเสริมให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้ก็จะเป็นหนึ่งในแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการลดแข่งขันกันที่ไม่ Healthy ไปเน้นที่คุณภาพบริการ แทนการแข่งขันทางราคา

6. การพัฒนาบุคลากร (Human Capital Development) แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (High Skill) โดยการสร้างหลักสูตรและมาตรฐานร่วมกับมหาวิทยาลัย รวมถึงการส่งเสริมมาตรการด้านภาษีสำหรับองค์กรที่ส่งพนักงานไปอัพสกิลทักษะสำคัญ และ 7. ด้านอธิปไตยข้อมูล และมาตรฐานอุปกรณ์ ที่จะผลักดันให้มีการเก็บข้อมูลสำคัญไว้ภายในประเทศ (Cloud Data Storage)

“ผมมีแนวคิดใหญ่ ๆ คือ อาจต้องการกำหนดมาตรฐานและการรับรองอุปกรณ์ IoT โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นรากฐานของเอไอ สมาร์ทซิตี้ และมีความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญหลายด้าน”

อย่างแรก เป็นการคุ้มครองอธิปไตยทางข้อมูล คนที่นำเข้าหรือผลิตต้องมาออกใบเซอร์ว่า อุปกรณ์เหล่านี้บันทึกข้อมูลเก็บรักษาไว้ภายในเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย ไม่ได้ถูกส่งไปเก็บไว้ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเรื่องความมั่นคง

“หากไม่มีการกำกับดูแลข้อมูลจากกล้องหรืออุปกรณ์ IoT อาจถูกเข้าถึงได้โดยผู้ให้บริการในต่างประเทศที่เก็บข้อมูลนั้น ๆ”

“การมีตราสัญลักษณ์รับรอง หรืออาจต้องให้การทำมาตรฐาน โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยหรือสมาคม จะช่วยให้ประชาชนตระหนัก และมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่เลือกซื้อมามีความปลอดภัย และข้อมูลจะไม่รั่วไหลไปนอกประเทศ ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ว่าอุปกรณ์ที่นำเข้ามาใช้งานมีระบบการป้องกันที่เหมาะสม และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางเศรษฐกิจของประเทศ”

นายกสมาคมโทรคมนาคมฯ คนใหม่ทิ้งท้ายด้วยว่า การกำหนดมาตรฐานจะช่วยผลักดันและส่งเสริมระบบนิเวศ IoT ให้ประเทศไทย เป็น Hub ด้าน IoT ในอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานกล้อง และอุปกรณ์ IoT ในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้นหากมีระบบนิเวศที่แข็งแรง และการรับรองมาตรฐานจะดึงดูดการลงทุน และการตั้งโรงงานผลิตในประเทศได้ด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AIoT โทรคมนาคม