สศช. ชี้คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง จับตาเปิด Virtual Bank
สภาพัฒน์ชี้คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/68 เพิ่ม 0.05% NPL พุ่ง 9.59% จับตาเปิด Virtual Bank ระวังการก่อหนี้เพิ่ม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.05% จากหนี้ครัวเรือน -0.19 ในไตรมาส 3 ก่อนหน้า โดยมีมูลค่าหนี้อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.7% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 86.4% ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อแย่ลงต่อเนื่อง
นายดนุชากล่าวว่า อัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น โดยสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 4.24% และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 1.76%
ทั้งนี้ คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.23% ต่อสินเชื่อรวม ส่วนข้อมูลจากเครดิตบูโร สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยปรับขึ้นเกือบทุกกลุ่มสินเชื่อ
ขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 4.8 แสนล้านบาท มีสัดส่วนรวม 3.51% เพิ่มจาก 3.09% ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่ในสินเชื่อกลุ่ม SMLs ต้องเร่งบริหารจัดการไม่ให้กลายเป็น NPLs ในระยะถัดไป
นายดนุชาเปิดเผยว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในส่วนหนี้ครัวเรือนมีทั้งสิ้น 3 ประเด็น ได้แก่
1.คนรุ่นใหม่ซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวและเทรนด์ออนไลน์
สภาพัฒน์พบว่าคนรุ่นใหม่ซื้อสินค้าโดยไม่ดูความสามารถในการจ่ายของตัวเอง และมีการกระตุ้นให้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะมีอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้า พบว่ากว่า 58% ซื้อตามอินฟลูเอนเซอร์ โดยคนอายุไม่เกิน 25 ปี หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานในระยะแรกมีการขยายตัวของสินเชื่อสูงขึ้น ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต
“การจะให้ความรู้ความเข้าใจในความรู้การใช้เงิน (Financial Literacy) อย่างต่อเนื่อง แต่การจะแก้ปัญหานี้ Financial Literacy อาจจะช่วยได้ไม่มาก ต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจของผู้ซื้อด้วย ถ้าความต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดทางการเงินของตัวเองก็จะก่อให้เกิดหนี้ เพราะฉะนั้นต้องเตือนตัวเองด้วยว่ารายได้เท่านี้ไม่ควรซื้อของมากขนาดนั้น และไม่ควรเป็นหนี้ในช่วงนี้ด้วย หากเป็นหนี้ให้รีบจัดการ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจข้างหน้ายังมีข้อจำกัด” นายดนุชากล่าว
2.การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม
การเกิดขึ้นของ Virtual Bank ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบการให้สินเชื่อ ลดข้อจำกัด และทำให้การให้สินเชื่อมีประสิทธิภาพขึ้น ในขณะที่ข้อเสียคืออาจมีการก่อหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น อาจต้องติดตามการให้สินเชื่อของ Virtual Bank ด้านสินเชื่อออนไลน์จากประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และผู้กู้บางส่วนเข้าวงจรหนี้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ยังพบว่าในประเทศฟิลิปปินส์ สัดส่วน NPLs ของ Virtual Bank สูงกว่าธนาคารดั้งเดิม
3.อิทธิพลของ Finfluencer ต่อพฤติกรรมของการเงินครัวเรือนยุคดิจิทัล
สภาพัฒ์พบว่า Finfluencer เผยแพร่ข้อมูลการเงินการลงทุนซึ่งเข้าใจง่าย แต่ประชาชนต้องดูว่าผู้ให้ความรู้เรื่องการเงินการลงทุนมีความรู้ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน
“Finfluencer บางส่วนนำเสนอข้อมูลโดยแฝง Personal Agenda หากให้คนที่มีความรู้จริง ๆ มาให้ความรู้กับประชาชนจะเกิดประโยชน์ แต่คนที่ไม่มีความรู้อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต และอาจทำให้เกิดข้อมูลคลาดเคลื่อน รวมทั้งเกิดการขาดทุนและหนี้สินตามมา” นายดนุชากล่าว