Skip to content

จับตา AI แห่งชาติโปรเจ็กต์เรือธง ‘ไชยชนก’

06 มิ.ย. 2569 | 10:05น.
จับตา AI แห่งชาติโปรเจ็กต์เรือธง ‘ไชยชนก’

มรสุมซัดโปรเจ็กต์“TH-AI passport” มูลค่า 1.6 พันล้านบาท เหมาซื้อ AI ตัวท็อปมาให้ประชาชนเข้าถึงฟรี 5 ล้านสิทธิท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน

“TH-AI passport” ถือเป็น “โปรเจ็กต์เรือธง” แรก ที่มีมูลค่าเกินกว่าพันล้านบาท ของ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

เจาะไส้ในโปรเจ็กต์เรือธง

โปรเจ็กต์นี้เป็นหนึ่งในการพิสูจน์บทบาท “ไชยชนก” ในฐานะคนรุ่นใหม่ของพรรค เพราะเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ ค่าจีพีแพลตฟอร์มดิจิทัล และอื่น ๆ ดำเนินการอย่างแข็งขัน

แม้แต่เจตนารมณ์ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือเอไอเป็นวงกว้าง แสดงออกมาตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ที่รับตำแหน่ง

สำหรับโครงการจัดหาแพ็กเกจระดับ Pro หรือ Premium ของปัญญาประดิษฐ์แบบ Generative AI ให้ประชาชนเข้าถึงฟรี 5 ล้านสิทธิ เริ่มปรากฏครั้งแรกจากปากคำของ “ไชยชนก” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดีอี ชั่วคราวในสมัยแรก โดยมีความร่วมมือระหว่าง Google Cloud กับดีอี เพื่อขยายโอกาสด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย AI

ในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่การมอบสิทธิการใช้งานแพ็กเกจ Google AI Pro สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 18 ปีขึ้นไป สำหรับใช้งานส่วนตัวฟรี 12 เดือน ลงทะเบียนรับสิทธิ 9 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา

รมว.ดีอี กล่าวว่า จะมุ่งมั่นให้การเข้าถึง AI กลายเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของประชาชนทุกคน

จึงเมื่อเข้าสู่ตำหน่ง “รัฐมนตรีว่าการ” ตัวจริง จึงใช้เส้นทางโครงการ “นอกงบประมาณ” อาศัยเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) 1.6 พันล้านบาท ทำโครงการต่อเนื่องนี้ในชื่อ TH-AI Passport

โดยมัดรวมโมเดลเอไอ จากบิ๊กเทคหลายรายมาไว้ที่เดียว และเร่งผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

เปิดเงื่อนไขการเข้าถึงสิทธิ

“พชร อนันตศิลป์” ปลัดดีอี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า TH-AI Passport ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การจัดหาเอไอตัวท็อป ระดับโปร มา 5 ล้านสิทธิเท่านั้น เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือการสร้าง “National AI” หรือ AI แห่งชาติ

ปลัดดีอีระบุว่า TH-AI Passport เป็นการ “Upskill” ประชากรไทย เป้าหมายระยะสั้นเพื่อเร่ง AI Adoption Rate ของประเทศ จาก 10.7% ในปี 2568 อันดับ 89 รั้งท้ายประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 2570

ที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ใช้ AI Pro ฟรีทั้ง 5 ล้านสิทธิ จำนวน 12 โมเดลเอไอให้เลือกใช้ เช่น Gemini, OpenAI รวมถึง Thai LLM ของไทยเอง

แต่ด้วยเป้าหมายเพื่ออัพสกิล ดังนั้นต้องมีการเรียน-อบรม และการสะสมเครดิต

ปลัดดีอีอธิบายว่า ระบบไม่ได้ให้สิทธิใช้งานฟรีแบบถาวรโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ใช้ระบบเครดิต/เลเวล หากได้รับสิทธิแล้วไม่ใช้งาน สิทธิจะถูกโอนไปให้ผู้อื่นในลำดับสำรอง

การอัพเกรดเอไอเป็นเวอร์ชั่น Pro/Premium ผู้ใช้ต้องเข้าเรียนหลักสูตรอบรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมในแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อรับเครดิตเพิ่มในการใช้งานโมเดลที่สูงขึ้น

ขณะที่บุคคลทั่วไปซึ่งได้รับสิทธิ หากใช้ไม่เต็มโควตาหรือไม่ได้ใช้ สิทธิการใช้ก็จะมอบให้คนอื่น ๆ ต่อไป

ถือว่าการเข้าถึงสิทธิมีขั้นตอนและต้องยกระดับทักษะของตัวเองด้วย

AI แห่งชาติ ทะลุ 2.5 พันล้าน

มาสเตอร์แพลนที่ใหญ่กว่าคือ ข้อมูลจากการใช้งานของคนไทย 5 ล้านสิทธิจะถูกเก็บรักษาภายในประเทศ และเรียกใช้โดยรัฐโดยนิรนาม (ไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล) และจะถูกรวบรวมเพื่อใช้พัฒนา “National AI” ในระยะถัดไป

“ตามแผนการที่จะทำเพื่ออัพสกิล และพัฒนา National AI แล้ว โครงการปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่ถือเป็นเฟสแรก ซึ่งทางกระทรวงวางแผนที่จะดำเนินโครงการประมาณ 2-3 เฟส เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับนำไปพัฒนาเป็น National AI ต่อไป”

พชร อนันตศิลป์ กล่าวและว่า ในระยะที่ 2 จะเปลี่ยนจากการใช้เงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนดีอี) มาเป็นการขอใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยยื่นคำของบประมาณประจำปี 2570 ไปเรียบร้อยแล้ว ในระยะที่ 2 ของบฯไปราว 900 ล้านบาท

รวมแล้วทำให้มาสเตอร์แพลน National AI มี เดิมพันทะลุ 2.5 พันล้านบาท

สำหรับวงเงินที่น้อยกว่าเฟสแรก เนื่องจากระยะเวลาการดำเนินงานในเฟสนี้จะไม่เต็มปี โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ทั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องในการยกระดับทักษะ AI ของคนในประเทศ และนำข้อมูลจากการใช้งานในเฟสแรกมาประมวลผลเพื่อพัฒนา Thai LLM ให้เป็น National AI ที่สมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้น

ฝ่ายค้านติงอาจไม่คุ้มค่า

ขณะที่ฝ่ายค้านโดย “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ และดิจิทัล ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน โดยเปรียบเทียบกับโครงการของ OKMD ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน แต่ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาท

ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมโครงการนี้ถึงใช้งบประมาณสูงกว่ามาก และกระบวนการจัดซื้อมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด

ส่วนเป้าหมายใหญ่ว่าจริง ๆ แล้ว ดีอีต้องการทำ National AI จากข้อมูลที่ได้จากโครงการระยะแรกนี้

ภาวุธ” กล่าวว่า การทำโครงการนี้ได้ข้อมูลมาแน่ แต่เทียบกับเงินที่ใช้ที่สามารถนำไปสนับสนุน Thai LLM หรือกระจายไปยังสตาร์ตอัพเอไอโดยตรง จะส่งเสริมได้ดีกว่าหรือไม่

สอดคล้องกับความเห็นหลายคนในแวดวงไอทีไทยมองว่า การใช้งบฯกว่าพันล้านบาท เหมาซื้อเอไอลักษณะนี้อาจทำให้การใช้งานได้เพียงแค่ระดับทั่วไป ซึ่งประชาชนสามารถใช้ฟีเจอร์เบื้องต้นในโมเดลฟรีได้อยู่แล้ว

ขณะที่คนที่ต้องใช้รุ่น Pro นั้น มีความต้องการอีกแบบ ซึ่งเป็นการใช้แบบเข้มข้นอาจต้องเชื่อม API โดยตรงกับโมเดลเอไอของ “บิ๊กเทค” ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายต่างกัน

เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างทั้งในและนอกสภา “ไชยชนก” มีท่าทีว่าจะให้ทางกระทรวงนำข้อเสนอ และความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนไปพิจารณา ปรับแก้ แต่ยังไม่ระบุว่าจะยอมชะลอโครงการนี้หรือไม่

จากรายงานล่าสุด ปลัดดีอีระบุว่า ผู้รับงานทยอยส่งงาน คาดจะมีการลงทะเบียนใช้งานภายในเดือน มิ.ย.นี้

อดีต กสทช.แนะแนวทาง

ด้านพันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธาน กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มองว่าเจตนาของโครงการ TH-AI Passport เป็นเรื่องดีและทันสมัยมาก

การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรับมือกับสังคมผู้สูงวัยได้

แต่โครงการระดับชาตินี้กำลังเสี่ยงติดกับดักเรื่อง “ความโปร่งใส” หรืออาจเข้าข่ายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เพราะยังติดหล่ม “ระบบโบรกเกอร์” และ “ระบบจัดซื้อจัดจ้าง” นำมาแจกแบบประชานิยม ใช้แล้วสิ้นสูญไป อาจไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

เพราะทักษะ AI ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้

อดีต กสทช.เสนอทางออกเป็น “กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจ” เลิกคิดสร้างระบบเอง แต่เน้น “ต่อยอด” เปลี่ยนรัฐจาก “ผู้ซื้อแจก” เป็น “ผู้จัดสรรตลาด” ด้วยโมเดลร่วมจ่าย 80 : 20

โดยช่วงแรกอาจให้ใช้ฟรี รัฐใช้จำนวนผู้ใช้เป็นอำนาจต่อรอง ให้ผู้ให้บริการขยายเวลาทดลองใช้เวอร์ชั่น Pro เช่น จาก 3 เป็น 6 เดือน และจัดคอร์สอบรม

ช่วงหลัง (ร่วมจ่าย) รัฐสนับสนุนแบบร่วมจ่ายอีก 6 เดือน โดยต่อรองค่าบริการเหลือ 100 บาท/คน/เดือน รัฐช่วยจ่าย 80 บาท/เดือน และให้ผู้ใช้จ่าย 20 บาท/เดือน

เพราะผลการศึกษาพบว่าการแจกซอฟต์แวร์ฟรีมักได้แต่ “ยอดลงทะเบียนลวง” ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานจริง

เงิน 20 บาทไม่ได้สูงเกินไป แต่มันคือ “ตัวคัดกรองความตั้งใจ” เมื่อเงินหลุดจากกระเป๋า สมองจะสั่งให้เราเรียนรู้ให้คุ้มค่า ใครยอมควัก 20 บาท นั่นแหละคือ “ผู้ใช้งานตัวจริง”

นี่คือกลไก “Transparency by Design” ที่โกงยากตั้งแต่ต้น เพราะเงินภาษีจะไหลออกก็ต่อเมื่อประชาชนยอมกดใช้งานจริงเท่านั้น

ต้องป้องกัน Big Tech ผูกขาด

พันเอก ดร.นที กล่าวอีกว่า ต้องมีเงื่อนไขคุม Big Tech ไม่ให้ผูกขาด ได้แก่ เก็บข้อมูลใน Data Center ในไทย หรือร่วมกับ Local Cloud ของไทย ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

ต้องตั้งนิติบุคคลในไทยเพื่อรับผิดชอบทางกฎหมายและการเสียภาษี ร่วมพัฒนาหรือสนับสนุนโมเดลภาษาไทยให้ได้มาตรฐาน

รวมถึงยอมรับกติกาตรึงราคาพิเศษ 100 บาท/เดือน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

เป้าหมายสูงสุดของนโยบายนี้ ไม่ใช่แค่ดึงคนที่ใช้ AI คล่องอยู่แล้วมารับสวัสดิการ แต่คือการสร้างผู้เชี่ยวชาญหน้าใหม่ เพื่อรวมกลุ่มกันสร้าง AI เฉพาะทางที่ต่างชาติไม่เข้าใจ เช่น Agri-Tech AI, Medical AI หรือ Gov-Tech AI

เมื่อถึงเวลานั้น รัฐจะต้องทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ให้สตาร์ตอัพไทยนำไปต่อยอด

ที่สำคัญที่สุดรัฐต้องกล้าเป็น “ผู้ซื้อรายแรก” เพื่อนำแอปพลิเคชั่น AI ฝีมือคนไทยไปใช้งานจริงในหน่วยงานรัฐ แนวทางนี้สอดคล้องกับโมเดลที่สำเร็จมาแล้วในต่างประเทศ

หากเราออกแบบนโยบายนี้อย่างถี่ถ้วน TH-AI Passport จะเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นต้นแบบได้ในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI ไชยชนก ชิดชอบ