Skip to content

เปิดใจ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ กับภารกิจหน้าเสื่อรับเกมค้าโลก

06 มิ.ย. 2569 | 08:30น.
เปิดใจ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ กับภารกิจหน้าเสื่อรับเกมค้าโลก

ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “การค้า” เพียงลำพังอีกต่อไป แต่ถูกผูกเข้ากับภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง ห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และมาตรการภาษีของประเทศมหาอำนาจ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่แค่การเปิดตลาด หรือดูแลราคาสินค้าเท่านั้น

แต่ต้องเป็น “กลไกกลาง” ที่เชื่อมหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร ผู้ส่งออก และตลาดโลกให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงทิศทางการทำงานในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หลังเข้ามาขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจในหลายมิติ ตั้งแต่การค้าระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาพืชผลเกษตร การยกระดับภาคบริการ ไปจนถึงแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐ โดยหัวใจสำคัญคือ เน้นย้ำการทำงานแบบ “คลัสเตอร์” และ “ทีมไทยแลนด์” เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ซับซ้อนเกินกว่ากระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะเดินเพียงลำพัง

โจทย์การทำงานในปัจจุบัน

ถ้าดูในภาพใหญ่ สิ่งที่คุยกันวันนี้คือเรื่องการทำงานแบบคลัสเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว กีฬา บริการ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เพราะตอนนี้หลายเรื่องแยกกันทำไม่ได้แล้ว อย่างเรื่องท่องเที่ยวเราไม่ได้พูดแค่เรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว หรือกีฬาอย่างเดียว เพราะบางเรื่องเกี่ยวกับเทคนิค เกี่ยวกับบริการ เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งต้องแบ่งบทบาทกันว่าใครดูอะไร

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในตอนนี้ โลกเปลี่ยนไปเยอะมาก มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เต็มไปหมด ทั้งอิสราเอล-อิหร่าน จีน-ไต้หวัน หรือความขัดแย้งอื่น ๆ การเจรจาการค้าก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ในอดีตเวลาเราคุยการค้ากับประเทศหนึ่ง เราดูว่าสิทธิประโยชน์ที่เขาให้เรา กับที่เราให้เขา ถ้าสมเหตุสมผลก็จบ เป็น FTA หรือข้อตกลงการค้ากันไป

แต่วันนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ถ้าไทยคุยกับประเทศหนึ่ง ประเทศอื่นก็ดูอยู่ด้วย ว่าข้อตกลงนี้จะกระทบเขาหรือไม่ เพราะทุกประเทศเป็นคู่ค้าของเรา ดังนั้น เวลาจะตกลงเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องดูให้ครบว่า ไม่ทำให้ไทยมีปัญหากับประเทศอื่น ๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องมีทีมไทยแลนด์

ทีมไทยแลนด์หลัก ๆ ในเรื่องการค้าและต่างประเทศ ต้องมีกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์เดินคู่กัน เมื่อบริบทเปลี่ยนไปแล้ว เช่น ท่านรองนายกฯ สีหศักดิ์ไปเจรจาเรื่อง OECD ก็ต้องมีทีมพาณิชย์ไปด้วย หรือเวลาพาณิชย์ไปเจรจากับสหรัฐ ทีมกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องอยู่ด้วย เพราะเวลาเขาคุย เขาไม่ได้คุยเฉพาะเรื่องการค้า แต่คุยเรื่อง National Security หรือเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การค้าโดยตรง

ภาคเกษตรเป็นโจทย์ใหญ่แค่ไหน

ภาคเกษตรมีแรงงานประมาณ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด แต่สร้างรายได้ไม่สูงมาก และแม้ส่งออกดี แต่เรายังขาดดุลการค้า เพราะนำเข้ามากกว่าส่งออก ถามว่าขาดดุลแย่ไหม ก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะมีทั้งน้ำมันที่นำเข้าในราคาสูง และวัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก แต่สิ่งที่ต้องแก้ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยเข้มแข็งขึ้น เพิ่ม Local Content ให้มากขึ้น ไม่ใช่นำเข้ามาแล้วส่งออกไปโดยได้มูลค่าเพิ่มนิดเดียว อีกเรื่องคือกลไกปกป้องการบริโภคภายในประเทศ ทั้งเรื่องนอมินี สินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ และกฎหมายต่าง ๆ

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามทำ อาจไม่ใช่วิธีปกติของนักการเมืองหรือคนทั่วไป เพราะเราพยายามป้องกันก่อนปัญหาเกิด ถ้าปัญหาไม่เกิด คนก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะชีวิตปกติ แต่ถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยไปแก้ คนจะเห็นภาพว่าเราเป็นคนเข้าไปช่วย เป็นฮีโร่ แต่พาณิชย์ไม่อยากให้ปัญหาเกิด

6 เดือนข้างหน้ามอนิเตอร์อะไรบ้าง

ต้องมอนิเตอร์ความคืบหน้าของแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องสินค้าเกษตร ภายในไม่กี่เดือนนี้ต้องมีโมเดลออกมาให้ได้ว่าจะเลือกพื้นที่เป้าหมายตรงไหน ผลิตภัณฑ์อะไร กระบวนการเป็นอย่างไร ต้องใช้งบประมาณหรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษา อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อว. กระทรวงเกษตรฯ และอีกหลายส่วนงาน เพราะเรื่องแปรรูป เรื่องมาตรฐาน เรื่องตลาด เกี่ยวข้องกันหมด

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเฝ้าดูคือ ดูทุกตัวที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เรามีปฏิทินพืชผลอยู่แล้ว ว่าเมื่อไหร่สินค้าไหนจะออก ต้องมีมาตรการดูแล ไม่ใช่ว่าจะดูถึงผักชี ต้นหอมทุกตัว แต่ดูพืชเศรษฐกิจสำคัญ ถ้าดูตัวเลขในอดีต ข้าวเคยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ แต่ตอนนี้ผลไม้มีศักยภาพสูงมาก อย่างทุเรียนปีที่แล้วมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ปีนี้เราตั้งเป้า 1.7-1.8 แสนล้านบาท แต่ปัญหาคือเรายังจัดการกลางน้ำไม่ได้ว่าจะยืดอายุอย่างไร แปรรูปอย่างไร ทำตลาดสินค้า Processed อย่างไร ไม่ใช่ขายสดอย่างเดียว

ส่วนเรื่องการค้าระหว่างประเทศ อย่างน้อยอียู (สหภาพยุโรป) ต้องมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเรากำลังจะไปเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่น อาเซียนที่มีการปรับปรุงรายการสินค้าและข้อมูลระหว่างกัน ก็ต้องติดตามให้มีผลบังคับใช้ เพราะไทยได้ประโยชน์จากตรงนี้

โยกย้ายข้าราชการกระทบไหม

ไม่ ทุกอย่างมีบริบทของมัน ทูตพาณิชย์ได้รับโจทย์ใหม่ว่าการค้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องขายภาคบริการด้วย เช่น อาหาร Wellness Medical การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เรื่องพวกนี้ทูตพาณิชย์ต้องช่วยกระจายเนื้อหา พาณิชย์จังหวัดก็ต้องปรับ ต้องใช้เทคโนโลยี เช่น เรื่องข้าวต้องใช้ Dashboard ให้รู้ว่าอุปสงค์ในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร เพื่อแก้ก่อนเกิดเหตุ นี่คือวิธีทำงานของเรา

ส่วน อคส. (องค์การคลังสินค้า) ก็ต้องปรับเหมือนกัน ผู้อำนวยการลาออกก็ต้องหาคนใหม่ แต่ในเชิงวิธีการ อคส.ต้องมีบทบาทซื้อนำตลาดที่ Active มากขึ้น แต่ซื้อนำตลาดยุคนี้ ไม่ใช่ซื้อแล้วเก็บ ต้องซื้อแล้วขาย เรามีกลไกไทยช่วยไทย มีกลไกไปรษณีย์ไทย มีช่องทางทั่วประเทศ เช่น ถ้าเงาะสีทองมีปัญหา หรือกุ้งมีปัญหา ก็ต้องใช้ช่องทางเหล่านี้ช่วยระบายสินค้า

กรณีกุ้งที่มาเลเซียห้ามนำเข้า

เรื่องกุ้งที่มาเลเซียห้ามนำเข้าเป็นตัวอย่างหนึ่ง จริง ๆ เป็นมาตรการตอบโต้กัน เพราะไทยมีมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่พบการปนเปื้อน เราเริ่มจากเบาไปหนัก คือให้มี Certificate ให้สุ่มตรวจ แต่สุ่มตรวจแล้วยังเจอปัญหา ก็ต้องตรวจเข้มขึ้น เขาก็เลยตอบโต้ว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ให้นำเข้ากุ้งไทย ซึ่งตามพิธีสารมันไม่ควรทำแบบนี้ ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ต้องมีการเจรจา เราก็ต้องใช้กลไก WTO และอาเซียนไปคุย เข้าใจว่ากระทรวงเกษตรฯจะคุยกับมาเลเซียในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ทีมเจรจาการค้าของเราก็จะไปนั่งฟัง เพื่อเอาข้อมูลไปช่วยเจรจาต่อที่ WTO หรือเวทีอื่น

แต่ระหว่างที่ปัญหาเกิดแล้ว กุ้งถูกหยุดนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดูว่าจะช่วยระบายกุ้งอย่างไร เราไปดูข้อมูลว่ากุ้งที่ส่งไปมาเลเซียเดือนหนึ่งประมาณ 300-400 ตัน มูลค่าประมาณ 40 กว่าล้านบาท แล้วดูว่าในประเทศช่วยรับได้ไหม โมเดิร์นเทรดรับได้ไหม ไทยช่วยไทยหรือไปรษณีย์ไทยช่วยได้ไหม ส่วนทูตพาณิชย์ไปหาตลาดอื่นอาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์

หลายเรื่องพาณิชย์เป็นปลายทาง ปัญหาเกิดจากต้นทาง หรือจากประเทศคู่ค้า แต่สุดท้ายผลผลิตกระทบเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ พาณิชย์ก็ต้องเข้าไปช่วยระบาย แล้วคนก็มักมองว่าพาณิชย์ต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่พาณิชย์ทั้งหมด

เรื่องมาตรา 301 ของสหรัฐเป็นอย่างไร

เรื่อง 301 สหรัฐประกาศออกมาในประเด็น Forced Labor หรือแรงงานบังคับ โดยแบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้ 10% มี 14 ประเทศ อีกกลุ่มหนึ่งได้ 12.5% ซึ่งมีหลายประเทศรวมถึงไทยด้วยต้องอธิบายก่อนว่า เขาไม่ได้บอกว่าไทยมีปัญหา Forced Labor โดยตรง แต่เขาบอกว่าไทยยังไม่มีกฎหมายในการควบคุม หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามที่อาจมีปัญหา Forced Labor ตอนที่เราไป Technical Consultation เราก็ส่งข้อมูลไปว่าเราไม่ได้มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีปัญหา Forced Labor แต่สิ่งที่เขาตีมาคือ เรายังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้า ในขณะที่ 14 ประเทศที่ได้ 10% มีบางประเทศที่มีกฎหมายแบบนี้ แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ได้มีกฎหมายห้ามนำเข้าเหมือนกัน แต่เขาได้ 10% เพราะไปเซ็น ART (Agreement on Reciprocal Trade หรือความตกลงการค้าต่างตอบแทน) กับสหรัฐแล้ว เหมือนเขาตกลงอยู่ในมาตรฐานของสหรัฐไปแล้ว

แล้วไทยต้องทำอย่างไร

ตอนนี้กระทรวงแรงงานกำลังดูแลเรื่องนี้ มีประเด็นหลัก ๆ 2 เรื่องคือ 1.กระทรวงแรงงานจะเสนอแผนการดำเนินงานในการพัฒนาและเสริมสร้างการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ รวมถึงพิจารณาแนวทางกฎหมาย และระบบกำกับดูแลตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2.จะเดินหน้าหารือกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด เรื่องการป้องกันแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ดี เราตั้งใจจะคุยเรื่อง ART ให้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนที่มาตรา 122 จะหมดอายุวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ถ้า ART มีความคืบหน้า เราก็ยังมีโอกาสอยู่ในกลุ่มที่พอมีทางรอด ไม่ให้ภาษี Stack แล้วสูงเกินไป เพราะตอนนี้มีหลายเรื่องที่ยังค้างอยู่ ต้องเร่งคุยให้จบหรือให้คืบหน้ามากที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์