5 บิ๊กธุรกิจไทยเปิดวิชา ‘ความยั่งยืน’ ใบเบิกทางสู้วิกฤต-โตระยะยาว
ผู้บริหารระดับสูงจาก 5 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์, แสนสิริ, กลุ่มธุรกิจ TCP, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และเอส แอนด์ พี ซินดิเคท ร่วมกันเปิดเผยแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน ในงาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย
กัลฟ์ มาช้าคือโชคดี
สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ฉายภาพให้เห็นว่า Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของยุค AI นั้นกิน “น้ำ” และ “ไฟ” เป็นทรัพยากรหลัก และนั่นทำให้การออกแบบอาคารอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยย้ำว่าเราไม่ได้มาแย่งทรัพยากรจากประชาชน แต่เราทำยังไงให้ใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กัลฟ์เป็นบริษัทแรกในไทยที่ออกแบบ Data Center รองรับระบบ Water Cooling และได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองต่อการที่ไทย “มาช้า” ในตลาด Data Center เมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย สมิทธ์กลับมองว่านั่นคือข้อได้เปรียบ เพราะโครงการที่กำลังสร้างในไทยจะได้ติดตั้งชิปและ GPU รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งมีประสิทธิภาพการประมวลผลต่อหน่วยไฟฟ้าสูงกว่ารุ่นเก่ามาก
เปรียบได้กับการได้เครื่องยนต์ใหม่ที่กินน้ำมันน้อยกว่า ขณะที่ Data Center รุ่นเก่าในประเทศเพื่อนบ้านอาจไม่ได้ออกแบบรองรับเครื่องรุ่นใหม่ไว้แต่แรก
สมิทธ์ยังหยิบยกประเด็น “Data Sovereignty” หรืออธิปไตยทางข้อมูล ว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่งวางนโยบาย เพื่อให้ข้อมูลสำคัญถูกเก็บและประมวลผลภายในประเทศ ไม่ต่างจากที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มกำหนดเป็นข้อบังคับไปแล้ว

แสนสิริ บ้าน จุดเริ่มต้นความยั่งยืน
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทตัดสินใจวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมทั้งหมด ทั้งกระบวนการก่อสร้างและการใช้ชีวิตของลูกบ้านตลอดระยะยาวข้างหน้า ผลที่ได้คือตัวเลขที่สะเทือนใจ และทำให้แสนสิริตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามเป้าหมายของประเทศ
กรอบการทำงานหลักของแสนสิริคือ “Green Framework” ซึ่งครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ การออกแบบสถาปัตยกรรมให้ประหยัดพลังงานโดยธรรมชาติ เช่น การระบายอากาศ การเลือกทิศทางอาคาร และการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างร่มเงา, การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ก่อสาร VOC และกระบวนการก่อสร้างที่ลดของเสียในไซต์งาน
อุทัยย้ำว่า ผลลัพธ์ส่งต่อถึงลูกบ้านโดยตรง เพราะบ้านที่ออกแบบอย่างยั่งยืนช่วยลดการใช้พลังงานและน้ำได้ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งหมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของลูกค้า และมูลค่าบ้านที่สูงขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ แสนสิริยังเดินหน้าผลักดัน Green Financing ร่วมกับสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ หากโครงการผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม

TCP จากวิกฤตสู่ Forward Mindset
วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดภาพรวมว่า โลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้เผชิญวิกฤตทีละเรื่อง ทั้งต้นทุนพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ล้วนมาพร้อมกัน
วรวุฒิเสนอให้เปลี่ยนจาก Survival Mindset มาสู่ Forward Mindset โดยมี 3 แนวทางหลัก คือ 1. “Cut Smart, Invest Right” ไม่ใช่การตัดต้นทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าสินค้าหรือกิจกรรมใดกำลังเป็นภาระ เช่น สินค้าที่ยอดขายพึ่งพาโปรโมชั่นทุกปีโดยไม่มี Baseline Sales
รวมถึงการลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น เช่น รายงานหนาเป็นร้อยหน้าที่ไม่มีใครอ่านครบ หรือการประชุมยาวนานที่ได้ผลลัพธ์น้อย เพราะการคืนเวลาให้ทีมงานคือการลดต้นทุน เงินที่ประหยัดได้ควรนำไปลงทุนในพลังงานสะอาด ซึ่ง TCP เดินหน้าขยาย Solar Rooftop ในโรงงานของตัวเองเป็นตัวอย่าง
- “Flexibility Before the Next Shock” TCP เจอบทเรียนตรง ๆ จากการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิต จนต้องปรับ Packaging กลางคัน บทเรียนนั้นนำไปสู่การสร้าง Visibility ร่วมกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่ต้นน้ำ จนซัพพลายเออร์หลายรายกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวแทนที่จะเป็นแค่คู่ค้าขายของ
- “Diversify to Drive” เพราะสินค้าตัวเดียว ตลาดเดียว ช่องทางเดียว คือความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป TCP เองขยาย Packaging และรสชาติที่หลากหลาย รวมถึงขยายตลาดต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในเชิงภูมิศาสตร์
TCP มองในมิติสิ่งแวดล้อมว่าน้ำเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยตรง ที่โรงงานปราจีนบุรีของบริษัทจึงได้รับการรับรองมาตรฐานด้านการจัดการน้ำในระดับสากล และมีการทำงานร่วมกับชุมชนและ WWF ในการดูแลลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน

ไมเนอร์ ความยั่งยืนจากบนลงล่าง
ชมพรรณ กุลนิเทศ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ว่า ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือ Commitment จากผู้บริหารและบอร์ด แต่นั่นยังไม่พอ เพราะ Execution คือสิ่งที่จะตัดสินว่าทุกอย่างจะสำเร็จหรือล้มเหลว
ที่ Golden Triangle ซึ่งเป็นโครงการโรงแรมและรีสอร์ตของไมเนอร์ บริษัทไม่ได้มองความยั่งยืนแค่เรื่องลดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไมเนอร์มีมูลนิธิดูแลช้างในพื้นที่ และพยายามทำให้พนักงานเข้าใจระบบนิเวศรอบตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ท่องจำนโยบาย
“เราพบว่าในองค์กรมี Hidden Gem เยอะมาก มีพนักงานที่รู้จักนกในพื้นที่ได้จากแค่ฟังเสียง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา”
ไมเนอร์ยังยึดหลักการวัดผล โดยบรรจุตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนเป็น KPI ประจำปีของพนักงาน และเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการรายงานต่อลูกค้าและพาร์ตเนอร์ระดับโลก ซึ่งวันนี้ ESG กลายเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาทำธุรกิจร่วมกันไปแล้ว

S&P เริ่มจากสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงิน
มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท เล่าว่า Journey ของ S&P เริ่มจากการติด Solar Rooftop ในช่วงแรกที่ยังไม่มีใครพูดถึง โดยได้รับ Green Loan ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคาร และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนมี ROI ที่ชัดเจน
เธอได้ย้ำแนวทางรับมือช่วงโควิด เมื่อบริษัทกำลังจะเปิดตัวยุทธศาสตร์ความยั่งยืนพอดี มณีสุดาเลือกพิสูจน์ให้ผู้บริหารเห็นว่า “ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมคนในองค์กรก่อน เช่น การแยกขยะอย่างจริงจัง และการลดการใช้พลาสติก ซึ่งภายในไม่กี่ปีสามารถลดการใช้พลาสติกได้หลายพันตัน
S&P ยังจัดทำหลักสูตร “S&P ESG DNA” ให้พนักงานทุกระดับเรียนและสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจจริงไม่ใช่แค่รับรู้ และมีโครงการส่งอาหารเหลือจากสาขาต่าง ๆ ต่อให้ชุมชน ซึ่งแก้ปัญหา Food Waste ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคมไปพร้อมกัน
ปัจจุบัน S&P ปรับ Packaging ให้เป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เกือบครบ 100% แล้ว
แม้จะมาจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันสิ้นเชิง แต่ทั้ง 5 องค์กรมีข้อสรุปที่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้นำองค์กรต้องเชื่อและผลักดันก่อน การวัดผลด้วยตัวเลขที่จับต้องได้ ตลอดจนการดึงซัพพลายเชนและพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมเดินทาง
ที่สำคัญที่สุดคือ ความยั่งยืนเป็นการลงทุนที่มี Return ทั้งในแง่การลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนราคาถูก และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่ต้นทุนที่จมหาย