พาณิชย์ เปิดเกมล่านอมินี ธุรกิจเสี่ยงลด 65% เจอผู้ทำบัญชีสีเทาถือหุ้น 2,040 บริษัท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้มมาตรการปราบ “นอมินี” ทั่วประเทศ หลังบังคับให้ผู้ถือหุ้นไทยแสดงหลักฐานการเงิน ส่งผลบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 65.22% แต่ยังพบผู้ทำบัญชี 140 คน จาก 29 สำนักงานบัญชี เข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท เตรียมถกสภาทนายความ-สภาวิชาชีพบัญชี 30 มิ.ย.นี้ ก่อนยกระดับตรวจเส้นทางการเงิน 1 ส.ค. 2569
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวเรื่อง “การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี” ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้มงวดการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ Nominee
ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,002,685 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 200,100 ราย บริษัทจำกัด 801,070 ราย และบริษัทมหาชน 1,515 ราย ในจำนวนบริษัทจำกัด 801,070 ราย พบว่ามีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนสัดส่วน 0.01-49.99% จำนวน 119,297 ราย และในกลุ่มที่ต่างชาติถือหุ้น 40-49.99% มีจำนวน 95,306 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบ
คุมก่อนจดทะเบียน ธุรกิจเสี่ยงลด 65%
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเริ่มยกระดับมาตรการตรวจสอบก่อนจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยที่ลงทุนร่วมกับต่างชาติ ซึ่งต่างชาติลงทุนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และบริษัทยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน หรือ Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน นับจากวันที่ชำระเงินทุนหรือค่าหุ้น เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการลงทุนจริง
มาตรการดังกล่าวส่งผลให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีในช่วงวันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2569 ลดลงเหลือ 1,771 บริษัท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 3,618 บริษัท หรือลดลง 51.05%
ต่อมา กรมฯ เพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงในช่วงวันที่ 1 เมษายน-31 พฤษภาคม 2569 ลดลงเหลือ 731 บริษัท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 2,102 บริษัท หรือลดลง 65.22%
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แม้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงมาก แต่ยังเหลืออีกประมาณ 35% ที่อาจมีการหลบเลี่ยง จึงเตรียมออกมาตรการเข้มเพิ่มเติม คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น
มาตรการใหม่จะเน้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ใช้ลงทุน ว่าเงินทุนมีอยู่จริงหรือไม่ โอนเข้าบริษัทจริงหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงอย่างไร เบื้องต้นเฟสแรกจะให้บริษัทนำ Bank Statement จากธนาคารมาแสดง ส่วนเฟสต่อไปอยู่ระหว่างพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์กับธนาคารผ่านสมาคมธนาคารไทย
ชี้ 3 รูปแบบนอมินีต่างชาติใช้คนไทยบังหน้า
จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่ต่างชาติมักใช้ในการกระทำผิดฐานนอมินี คือ การใช้ผู้ทำบัญชี พนักงานสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล มาเป็นผู้ถือหุ้น รวมถึงใช้พนักงานคนไทยของธุรกิจต่างชาติเองเป็นผู้ถือหุ้น
รูปแบบที่พบมี 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยสัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติ 51:49 2. การจัดตั้งนิติบุคคลที่ต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 3. การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยคนไทย 100% แล้วภายหลังแก้ไขเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังพบการกำหนดให้กรรมการต่างชาติมีอำนาจ หรือกำหนดข้อบังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีสิทธิมากกว่าผู้ถือหุ้นไทย ซึ่งเข้าข่ายต้องตรวจสอบเชิงลึก
ธุรกิจเสี่ยงที่กรมฯ มุ่งตรวจสอบมี 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า โรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจการเกษตร และธุรกิจก่อสร้าง
ลงพื้นที่ 34 จุด 11 จังหวัด ตรวจกลุ่มเสี่ยง 3,294 ราย
ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568-22 มิถุนายน 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 34 พื้นที่ ครอบคลุม 11 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี กระบี่ ราชบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และตาก
กลุ่มธุรกิจเสี่ยงนอมินีที่ลงตรวจสอบหรือร่วมตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานบัญชี สำนักงานกฎหมาย วิลล่า ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจต่างด้าวหรือนายหน้า ธุรกิจค้าเหล็ก ธุรกิจท่องเที่ยวหรือนำเที่ยว Co-working Space โรงงานอุตสาหกรรม ล้งมะพร้าว และธุรกิจร้านอาหาร
กรมฯ ยังตรวจสอบบัญชีและงบการเงินบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีจำนวน 3,294 ราย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ทั้งสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 534 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินคดีพิเศษ 2,236 ราย กรมสรรพากรตรวจสอบภาษี 14,800 ราย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าตรวจสอบฮั้วราคาซื้อของล้งมะพร้าว 15 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจดำเนินคดีกับนิติบุคคลเข้าข่ายกระทำผิด 2,257 ราย
นอกจากนี้ ยังส่งข้อมูลให้สำนักงานประกันสังคมตรวจสอบการส่งเงินสมทบลูกจ้าง 137 ราย ชุดเฉพาะกิจรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา 2,713 ราย กองบัญชาการตำรวจนครบาล 53 ราย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC 2,094 ราย และกรมที่ดิน 7,394 ราย
พบผู้ทำบัญชีสีเทา 140 คน ถือหุ้น 2,040 บริษัท
ประเด็นที่กรมฯ ขยายผลตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการตรวจสอบกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และแม่ฮ่องสอน
ผลตรวจสอบพบผู้ทำบัญชี 140 คน จากสำนักงานบัญชี 29 แห่ง เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 2,528.65 ล้านบาท หรือประมาณ 26.91 ล้านหุ้น
เมื่อจัดอันดับผู้ทำบัญชี 10 อันดับแรก พบว่ามีผู้ทำบัญชี 10 คนเข้าไปถือหุ้นรวม 827 บริษัท โดยรายที่ถือหุ้นมากที่สุดถือหุ้นในบริษัทถึง 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247.57 ล้านบาท รายที่ 2 ถือหุ้น 147 บริษัท มูลค่าหุ้น 142.21 ล้านบาท และรายที่ 3 ถือหุ้น 121 บริษัท มูลค่าหุ้น 211.50 ล้านบาท
การกระจายตัวของผู้ทำบัญชีที่เข้าไปถือหุ้นพบว่า กลุ่ม 10 อันดับแรกถือหุ้นตั้งแต่ 40 บริษัทขึ้นไป มี 10 คน รวม 827 บริษัท กลุ่มถือหุ้น 30-39 บริษัท มี 4 คน รวม 136 บริษัท กลุ่มถือหุ้น 20-29 บริษัท มี 8 คน รวม 189 บริษัท กลุ่มถือหุ้น 10-19 บริษัท มี 40 คน รวม 480 บริษัท และกลุ่มถือหุ้น 5-9 บริษัท มี 78 คน รวม 491 บริษัท
นายพูนพงษ์ระบุว่า พฤติกรรมผู้ทำบัญชีบางรายถือหุ้นในบริษัทจำนวนมากผิดวิสัย เช่น รายหนึ่งถือหุ้นถึง 212 บริษัท มูลค่าลงทุน 247 ล้านบาท จึงเป็นข้อมูลที่ต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
นัดถกสภาทนายความ-สภาวิชาชีพบัญชี 30 มิ.ย.
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมเชิญนายกสภาทนายความ นายกสภาวิชาชีพบัญชี ประธานกรรมการมารยาททนายความ คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำบัญชี 7 สมาคม เข้าหารือวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อหาแนวทางดูแลผู้ประกอบวิชาชีพที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนอมินี
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ทำบัญชีทั้งประเทศมีประมาณ 80,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่ดี แต่กรณีที่พบ 140 คน อาจเข้าข่าย “ผู้ทำบัญชีสีเทา” ซึ่งต้องตรวจสอบพฤติกรรมและข้อเท็จจริง หากพบการกระทำผิด คณะกรรมการจรรยาบรรณพร้อมดำเนินการตามขั้นตอน
ทั้งนี้ การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การรวบรวมข้อเท็จจริง ส่งพนักงานสอบสวน ส่งอัยการ และเข้าสู่การพิจารณาของศาล ระหว่างนี้ผู้ถูกกล่าวหายังถือว่ายังไม่เป็นผู้กระทำผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ต่างชาติ 50% ขึ้นไปต้องขออนุญาต ต่ำกว่า 50% ตรวจนอมินี
วิธีตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติแบ่งได้ 2 แนวทาง หากต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป บริษัทจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องตรวจสอบว่าได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือค้าปลีก ซึ่งหลายประเภทธุรกิจต้องขออนุญาตก่อน
แต่หากต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% และมีคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อให้บริษัทยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย จะต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายนอมินีหรือไม่ โดยเน้นตรวจเส้นทางเงินลงทุน ความสามารถทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทย และพฤติกรรมการมีอำนาจควบคุมกิจการจริง
สำหรับธุรกิจรายเล็กที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยว มักเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ซูเปอร์มาร์เก็ต รถเช่า และธุรกิจบริการที่เชื่อมกับการท่องเที่ยว
23 หน่วยงานร่วมปิดช่องโหว่ทุนต่างชาติผิดกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตร 23 หน่วยงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ปราบปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การกีดกันนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่เป็นการปิดช่องโหว่ของกลุ่มทุนที่ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า เพื่อเลี่ยงกฎหมายและแข่งขันไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปราบปรามนอมินีเป็นงานที่หน่วยงานเดียวทำไม่สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทั้งด้านทะเบียนธุรกิจ ภาษี ที่ดิน เส้นทางการเงิน การสอบสวนคดีพิเศษ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาความโปร่งใสของระบบธุรกิจไทย และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ




