สรท. ปรับเป้าส่งออกปี 69 โต 8-10% จี้รัฐลดค่าไฟ ดัน Local Content
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ปรับเป้าส่งออกปี 2569 โต 8-10% จากเดิมคาด 2-5% รับแรงหนุนคำสั่งซื้อช่วงครึ่งปีแรก แม้ยังเผชิญความเสี่ยงสงคราม ภาษีสหรัฐ และภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งลดต้นทุนพลังงาน คงดอกเบี้ย และผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศ ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันผู้ส่งออกไทย
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ยังคงประมาณการส่งออกไทยปี 2569 ขยายตัว 8-10% ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มจากเป้าหมายต้นปีที่ประเมินไว้เพียง 2-5% หลังการส่งออกช่วง 5 เดือนแรกขยายตัวถึง 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้าหลัก (Front-loading) ก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐจะมีผล แม้ครึ่งปีหลังยังต้องติดตามความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม สรท.เห็นว่า การส่งออกครึ่งปีหลังยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐไม่ได้รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้ โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งระหว่างประเทศ
นายธนากรกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การส่งออกเดินหน้าต่อได้ คือการที่ภาครัฐไม่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเร่งลดต้นทุนพลังงาน เนื่องจากค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง พร้อมเสนอให้เร่งแก้ไขกฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ สรท.ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และรองรับเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ของตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐ พร้อมเสนอใช้มาตรการภาษีสรรพสามิต มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้า (Safeguard) และการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับภาคอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า สรท.ประเมินว่าคลื่นความร้อนในยุโรปและสหรัฐจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการส่งออกเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2570 แม้ผู้ประกอบการไทยยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงและอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้เปรียบกว่าไทย
ด้านสถานการณ์วัตถุดิบ ราคาปุ๋ย พลาสติก และเหล็กเริ่มปรับลดลงหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่อลูมิเนียมยังมีราคาสูงจากผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นายธนากรกล่าวอีกว่า กกร.เตรียมทำงานร่วมกับภาครัฐผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 เสาหลัก สอดคล้องกับข้อเสนอของธนาคารโลก (World Bank) และเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะ 12 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ กกร.จะร่วมกับ World Bank ภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ก่อนการประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก และนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทั้งนี้ สรท.ประเมินว่า หากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่กลับมารุนแรง และภาครัฐสามารถลดต้นทุนผู้ประกอบการได้ตามข้อเสนอ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้