เวียดนามผงาด Q2 โตแรง 8.39% – World Bank ปรับสู่ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม รายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2/2026 เร่งตัวจากไตรมาสแรก อยู่ที่ 8.39% ได้รับแรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมซึ่งขยายตัว 10.51% จากการผลักดันอสังหา-โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเติบโต ด้าน World Bank ปรับระดับสู่ ‘ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง’ หลัง GNI per capita แตะ 4,970 ดอลลาร์
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ในไตรมาสที่ 2/2026 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 8.39% เร่งตัวขึ้นจาก 7.94% ในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต
วันที่ 3 กรกฎาคม 2026 สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (NSO) รายงานตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยในภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ขยายตัวขึ้น 10.51% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งและการผลักดันโครงการอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นกระเติบโตในระยะยาว
“ภาคอุตสาหกรรมยังคงเติบโตในเชิงบวก เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง การส่งออกที่ฟื้นตัว และผลกระทบเชิงบวกที่แข็งแกร่งจากการลงทุนของภาครัฐ” สำนักงานสถิติกล่าว
การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 8.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมายความว่า หากรัฐบาลต้องการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีอย่างน้อย 10% นั้น ในช่วงครึ่งหลังของปี ประเทศจะต้องมีการเติบโตที่เร็วกว่านี้ โดยสำนักงานสถิติคาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจเวียดนามจะต้องเติบโต 11.7% จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
“ในช่วงหกเดือนสุดท้ายของปี 2026 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามจะยังคงเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเวียดนามมีความเปิดกว้างสูง จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก จากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่คาดเดาไม่ได้ โรคระบาด และภัยพิบัติทางธรรมชาติ” สำนักงานสถิติกล่าว
ในครึ่งปีแรก อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของเวียดนาม อยู่ที่ 4.38% ใกล้เคียงกับตัวเลขเพดานอัตราเงินเฟ้อทั้งปีที่ประเทศกำหนด ที่ 4.5%
นายฟาม ทันห์ ฮา รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม กล่าวเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินระหว่างประเทศ
“ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างระมัดระวังของธนาคารกลาง จะสร้างแรงกดดันต่อการบริหารจัดการนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่มีการเปิดกว้างสูง เช่น เวียดนาม” นายฮากล่าว
การนำเข้าและส่งออก ในไตรมาสที่ 2 เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 22.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.73 ล้านล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 39.1% เป็น 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.16 ล้านล้านบาท)
ในช่วงหกเดือนแรก เวียดนามขาดดุลการค้ารวม 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.5 แสนล้านบาท) มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ถึงสองเท่า โดยมีสหรัฐเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นมูลค่า 8.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.86 ล้านล้านบาท) และนำเข้าจากจีนมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท)
นางเหงียน ถู อวน หัวหน้าแผนกสถิติราคาของสำนักงานสถิติ กล่าวว่า 94.1% ของการนำเข้าเป็นปัจจัยการผลิต โดยภาคธุรกิจกำลังเร่งจัดหาวัตถุดิบและเครื่องจักร เพื่อขยายกำลังการผลิตและรองรับคำสั่งซื้อสำหรับการส่งออกงวดถัดไป
“จากอีกมุมหนึ่ง การขาดดุลการค้าในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจต่างเชื่อมั่นในโอกาสเติบโตของการผลิตและการส่งออก ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี” นางอวนกล่าว
แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะยังต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาล แต่ในปีนี้ เวียดนามเติบโตเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดว่าจะแซงหน้าประเทศไทย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (World Bank) เพิ่งปรับสถานะเวียดนามขึ้นเป็น ‘ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง’ (Upper-Middle Income) หลังจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำมาตั้งแต่ปี 2009
ธนาคารโลกกล่าวว่า รายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามตั้งแต่ปี 2021-2025 ขยายตัวปีละ 10% นับเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค โดยในปี 2025 มี GNI per capita แตะ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.64 แสนบาท) สูงกว่าเกณฑ์ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท) ที่ธนาคารโลกกำหนดไว้สำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง
เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีภาคการผลิตและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งธนาคารโลกระบุว่า การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมหลัก โดยไม่ได้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง