สหรัฐกลับมาปิดล้อมทางทะเลอิหร่าน-หารือขยายการโจมตี เปลี่ยนแผนเลิกเก็บค่าธรรมเนียมฮอร์มุซ
ทรัมป์ยกเลิกแผนเก็บค่าธรรมเนียม 20% สินค้าผ่านฮอร์มุซ เปลี่ยนมาใช้แผนชาติอาหรับลงทุนและทำการค้าในสหรัฐแทน แลกค่าคุ้มครองความปลอดภัยในช่องแคบ หลังพันธมิตรชาติอาหรับไม่เอาด้วย โดยขณะนี้กองทัพสหรัฐกลับมาปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้งแล้วและกำลังหารือขยายการโจมตี
บลูมเบิร์ก (bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% ของมูลค่าสินค้าที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับค่ารักษาความปลอดภัยในช่องแคบ หลังจากที่พันธมิตรอาหรับเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการ โดยหันไปใช้แผนที่ชาติอาหรับทำการค้าและลงทุนโดยตรงในสหรัฐแทน พร้อมกับที่สหรัฐประกาศว่า ขณะนี้กลับมาปิดล้อมการขนส่งสินค้าของอิหร่านที่เข้าและออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งอิหร่านอีกครั้ง โดยมีผลบังคับใช้เวลา 16.00 น. ในวันที่ 14 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 03.00 น. ของคืนวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเวลาไทย ซึ่งเป็นไปตามที่ทรัมป์แจ้งก่อนหน้านี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมเขาถึงยกเลิกข้อเสนอดังกล่าว ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำประเทศอาหรับจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เรียกร้องให้เขาหันไปใช้การลงทุนในสหรัฐแทน
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐกล่าวในโพสต์บน X ว่าได้เสร็จสิ้นการโจมตีต่อเนื่องเจ็ดชั่วโมงต่อเป้าหมายหลายสิบแห่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซและตามแนวชายฝั่งของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการขนส่งสินค้าทางทะเล
เว็บไซต์แอกซิออส ( Axios) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสามคนที่คุ้นเคยกับการหารือว่า ในระหว่างการประชุมห้องบัญชาการสถานการณ์ (Situation Room) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์หารือเกี่ยวกับการขยายขอบเขตการโจมตีอิหร่านให้กว้างออกไปนอกเหนือจากปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันในบริเวณช่องแคบ
การเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเน้นย้ำถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปของสหรัฐต่อเส้นทางน้ำที่สำคัญแห่งนี้ ซึ่งเคยขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันทั่วโลกก่อนสงครามอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐสลับท่าทีระหว่างการยืนยันว่าควรให้ผ่านแดนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการถกเถียงว่าใครควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดน ในขณะที่อิหร่านยืนยันว่าควบคุมช่องแคบนี้อยู่
การกลับมาปิดล้อมทางทะลเป็นมาตรการกดดันอิหร่านให้กลับสู่การเจรจาสันติภาพ ซึ่งการให้สัมภาษณ์กับ Fox News ที่ออกอากาศเมื่อเย็นวันที่ 14 กรกฎาคม ทรัมป์กล่าวว่า การโจมตีอิหร่านจะขยายไปสู่การโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าในสัปดาห์หน้า “เว้นแต่พวกเขาจะยอมมาเจรจา” ก่อนหน้านี้เขาเคยขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่าอาจถือเป็นอาชญากรรมสงครามหากลงมือทำ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามคำขู่ดังกล่าว
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันดิบมาตรฐานโลก ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้น 11% ในสองช่วงการซื้อขายก่อนหน้า เนื่องจากทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐจะยังคงโจมตีอิหร่านต่อไป และย้ำคำขู่ที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (The Islamic Republic News Agency) สื่อทางการอิหร่าน รายงานว่ากองทัพอิหร่านโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ของกองทัพสหรัฐ ในคูเวต บาห์เรนออกคำเตือนภัยจากการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ และกองทัพคูเวตกล่าวว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังสกัดกั้นการโจมตีของศัตรู
ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่อิหร่านหรือสหรัฐเรียกเก็บจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและผู้นำเข้าในเอเชีย ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างบรรทัดฐานสำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำอื่น ๆ แม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศจะห้ามไว้ก็ตาม นอกจากนี้ การเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะบั่นทอนความพยายามของทรัมป์ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 37 เซ็นต์ต่อแกลลอน ตามการวิเคราะห์ของ ClearView Energy Partners บริษัทที่ปรึกษาในกรุงวอชิงตัน
แม้ว่าทรัมป์จะระงับข้อเสนอดังกล่าวไปแล้ว แต่เขาเสนอแนวคิดเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งโดยสหรัฐมาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยอดีตวุฒิสมาชิกลินด์เซย์ เกรแฮม พันธมิตรใกล้ชิดผู้ล่วงลับเคยแสดงการสนับสนุนเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเขายังอาจต้องการค่าชดเชยสำหรับการปฏิบัติการทางเรือของสหรัฐในช่องแคบนี้