กรมประมงแจงผลตรวจปลากระป๋อง ยึดมาตรฐานสากล พร้อมลุยแก้ไข 21 จังหวัด
กรมประมงออกโรงชี้แจงผลตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง หลังสังคมตั้งข้อสงสัยกรณีผลตรวจจากหน่วยงานต่าง ๆ อาจไม่ตรงกัน โดยยืนยันว่าการตรวจสอบของกรมประมงใช้หลักวิชาการตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล ทั้งหลักสัณฐานวิทยาและอนุกรมวิธาน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ตรวจสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก และได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าสำคัญ
ขณะเดียวกัน กรมประมงยืนยันว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำยังเป็นภารกิจเร่งด่วนที่เดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการจำกัดการแพร่ระบาด การกำจัดออกจากแหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการเตรียมของบประมาณปี 2570 วงเงิน 19.35 ล้านบาท เพื่อใช้ควบคุมสถานการณ์อย่างเป็นระบบ
แจงผลตรวจ 3 ชุด ไม่พบปลาหมอคางดำ
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง กรมประมงขอชี้แจงว่า การดำเนินการเป็นไปตามเทคนิคมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล โดยใช้หลักสัณฐานวิทยา หรือ Morphology Identification และหลักอนุกรมวิธาน หรือ Taxonomy

แนวทางดังกล่าวเป็นวิธีเดียวกับที่กรมประมงใช้ตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก และผ่านการประเมินจากประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐเกาหลี
สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ส่งมาให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จำนวน 3 ชุดตัวอย่าง กรมประมงได้ตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานสัตว์น้ำ และจัดทำรายงานผลส่งกลับให้ อย. ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569
ผลตรวจชุดที่ 1 เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ ตราโบนัส จำนวน 10 กระป๋อง พบว่าเป็นปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศทั้ง 10 กระป๋อง
ชุดที่ 2 เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ไม่ติดฉลาก จำนวน 4 กระป๋อง พบว่าเป็นปลานิลในซอสมะเขือเทศทั้ง 4 กระป๋อง
ชุดที่ 3 เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ไม่ติดฉลาก จำนวน 6 กระป๋อง พบว่าเป็นปลานิลในซอสมะเขือเทศทั้ง 6 กระป๋อง
ชี้ผลตรวจต่างกันอาจมาจากคนละรุ่นผลิต
อธิบดีกรมประมงระบุว่า การจำแนกชนิดปลากระป๋องสามารถใช้หลักสัณฐานวิทยาในการจำแนกปลานิลและปลาหมอคางดำได้ เนื่องจากปลาทั้งสองชนิดมีลักษณะเฉพาะตามหลักอนุกรมวิธาน เช่น จำนวนแถวเกล็ดเหนือเส้นข้างลำตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ส่วนการตรวจวิเคราะห์ด้วยลำดับเบสดีเอ็นเอ หรือ DNA sequencing เป็นอีกเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่มีความจำเพาะ แต่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมตัวอย่างในระดับโมเลกุล ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนนำลำดับเบสดีเอ็นเอไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลพันธุกรรม หรือ GenBank
กรมประมงย้ำว่า ทั้งสองวิธีเป็นที่ยอมรับตามหลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล
กรณีผลตรวจของหน่วยงานอื่นแตกต่างจากผลตรวจของกรมประมง ในทางวิชาการจำเป็นต้องพิจารณาว่าตัวอย่างที่ตรวจเป็นตัวอย่างจากรุ่นการผลิตเดียวกันหรือกระป๋องเดียวกันหรือไม่ เพราะโรงงานอาจใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่งในแต่ละรุ่นการผลิต และหากปัจจัยแวดล้อมของตัวอย่างต่างกัน ก็อาจทำให้ผลจำแนกชนิดแตกต่างกันได้
ส่วนการควบคุมคุณภาพอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ หรือ Traceability เป็นอำนาจหน้าที่ของ อย. ซึ่งกำกับดูแลโรงงานผลิตอาหารภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
คุมครอบครอง-เคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ
อธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงมีกฎหมายควบคุมการครอบครองและเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง พ.ศ. 2567
กรมประมงรับทราบข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และพร้อมเปิดรับข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการประเมินความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงใช้วิธีสุ่มตัวอย่างปลาที่เป็นตัวแทนของทั้งลำน้ำ โดยคิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อพื้นที่แหล่งน้ำที่สุ่มตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม ปลาหมอคางดำมีพฤติกรรมรวมฝูงในลำน้ำเดียวกัน จึงอาจพบปลาจำนวนมากในบางพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่อาจพบจำนวนน้อยหรือไม่พบเลย
สำรวจ 204 แหล่งน้ำ 21 จังหวัด
ผลสำรวจความชุกชุมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมประมงสุ่มสำรวจแหล่งน้ำธรรมชาติ 204 แหล่งน้ำ ใน 21 จังหวัด
ผลสำรวจพบว่า ไม่พบการระบาดใน 2 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี และปัตตานี
พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมน้อย หรือน้อยกว่า 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร พบ 9 จังหวัด ได้แก่ ตราด ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี สงขลา และพัทลุง โดยมีค่าเฉลี่ย 1-8 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร
พื้นที่แพร่ระบาดความชุกชุมปานกลาง หรือ 10-100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร พบ 10 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยมีค่าเฉลี่ย 11-88 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร
ทั้งนี้ ไม่พบพื้นที่การแพร่ระบาดมาก หรือมากกว่า 100 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร
กรมประมงระบุว่า พร้อมร่วมสำรวจพื้นที่กับภาคประชาชน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและสะท้อนสถานการณ์จริงมากขึ้น
กำจัดแล้วใช้ประโยชน์ อาหารคน-สัตว์-พืช
ด้านมาตรการแก้ไขปัญหา กรมประมงยังดำเนินการแบบบูรณาการ โดยเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด และนำไปใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ
การใช้ประโยชน์เป็นอาหารคน เช่น ปลาแดดเดียว ปลาร้า และน้ำปลา
การใช้ประโยชน์เป็นอาหารสัตว์ เช่น ปลาป่น และปลาเหยื่อสำหรับปูทะเล
การใช้ประโยชน์เป็นอาหารพืช เช่น น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยชีวภาพ
นอกจากนี้ กรมประมงยังเตรียมสร้างการรับรู้ด้านการแปรรูปเพื่อการบริโภค ระยะที่ 2 ณ ตลาดนัดกรมประมง ในวันที่ 14, 21 และ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเผยแพร่เมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ เช่น ทอดมัน ขนมจีน ซาโมซ่า ซาลาเปา ไส้อั่ว จ๊อปลา และปลาแดดเดียว
อีกมาตรการหนึ่งคือการใช้ปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว และปลาอีกง เพื่อช่วยควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่เหมาะสม
เสนองบปี 2570 วงเงิน 19.35 ล้าน
ด้านงบประมาณในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ กรมประมงได้เสนอคำของบประมาณปี 2570 วงเงินประมาณ 19.35 ล้านบาท
งบดังกล่าวประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย ได้แก่ การประเมินความชุกชุมและการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ กิจกรรมลงแขกลงคลอง การผลิตและปล่อยสัตว์น้ำผู้ล่าเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ และงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพการควบคุมการแพร่กระจายปลาหมอคางดำด้วยชีวเทคนิค
กรมประมงชี้แจงว่า กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง จึงไม่ปรากฏเป็นรายการแยกในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แต่ยังคงมีการดำเนินงานต่อเนื่องในแผนงานดังกล่าว
พร้อมกันนี้ กรมประมงเตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
เดินหน้าแก้ทุกมิติภายใต้นโยบาย รมช.เกษตรฯ
กรมประมงระบุว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็นภารกิจสำคัญที่ดำเนินการต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายของนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แนวทางดำเนินงานจะยึดหลักวิชาการ ควบคู่กับการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สอดคล้องกับสภาพปัญหาและเกิดผลเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กรมประมงจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และร่วมพัฒนางานวิจัย รวมถึงเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปลากระป๋อง-ปลาหมอคางดำ ต้องแยกประเด็นแต่ไม่ละเลย
กรณีข้อสงสัยเรื่องปลากระป๋องและสถานการณ์ปลาหมอคางดำ จึงเป็น 2 ประเด็นที่กรมประมงพยายามชี้แจงควบคู่กัน
ด้านหนึ่ง คือการยืนยันผลตรวจผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล โดยระบุว่าผลตรวจที่แตกต่างกันอาจมาจากตัวอย่างคนละรุ่นการผลิตหรือคนละกระป๋อง
อีกด้านหนึ่ง คือการเดินหน้าแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสำรวจ การกำจัด การใช้ประโยชน์ การควบคุมการเคลื่อนย้าย และการของบประมาณเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการทำให้สังคมเห็นข้อมูลที่ชัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำไม่เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่เป็นระบบควบคุมชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว


