อำนาจ กสทช.คลุมเครือ เอฟเฟ็กต์ธุรกิจโทรคมฯ 8 แสนล้าน
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา
ตอกย้ำภาพของ “สุญญากาศ” ขององค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมขนาด 8 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนทั้งประเทศ
นับจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ลงมติให้ “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่า “สละสิทธิ์” การเป็น กสทช.
แต่ยังไม่มีกระบวนการรับรองมติ และการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในสถานะของ “นพ.สรณ”
จึงเกิดการนัดหมายประชุมบอร์ด กสทช.อันเป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ของประธาน กสทช. แต่เมื่อถึงวัน-เวลา แม้ กสทช.ทั้ง 6 จะมาตามนัด แต่การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง จำนวน 3 คน ต้องเดินออกจากห้องประชุม และส่งจดหมาย “ลาประชุม” แนบท้าย
กระนั้นประธาน กสทช. คนเดิม ก็ยังเดินหน้านัดประชุมคราวถัดไป ในวันที่ 5-6 ส.ค. 69
ยึดมั่นตำแหน่ง-ตามกฎหมาย
หลังมติกรรมการสรรหาฯ มีลายลักษณ์อักษรว่า “ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม”
“นพ.สรณ” ตอบโต้-ไม่ยอมรับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ และอยู่ในระหว่างการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในกรอบเวลา 90 วัน
จึงถือว่าไม่มีข้อยุติเป็นที่สุดตามมาตรา 20 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระหว่างนี้ยังต้องมีหน้าที่เรียกประชุมเพื่อขับเคลื่อนวาระสำคัญต่าง ๆ

นพ.สรณยืนยันหลังประชุมล่มว่า “อย่างที่ผมเรียนไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คำวินิจฉัยก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ ยังต้องปฏิบัติตามหน้าที่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมาก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่ให้มาใช้ดุลพินิจ”
หวั่นลงมติ-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่กรรมการ กสทช. 3 คน ได้แก่ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และพลอากาศโท ดร. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้ออกมาชี้แจงประสานเสียงว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับ “นพ.สรณ” ได้เนื่องจากมีมติจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ให้ “สละสิทธิ์” ซึ่งส่งผลให้ขาดสภาพการเป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น
“ดิฉันจำเป็นจะต้องมาประชุมอยู่แล้ว อยากให้การประชุมเกิด จริง ๆ มีแนวทางที่เราสามารถที่จะประชุมได้ ที่สำคัญเรายืนยันว่าเรามีเจตนาที่จะมาประชุม และมาพิจารณาตามวาระ ภาพมันออกมาว่าเราเดินออก จริง ๆ เราลาประชุม ทุกคนมีใบลาที่ทำไว้ และจะยื่นให้ท่านเลขาฯ” กสทช. พิรงรองระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.ศุภัชกล่าวด้วยว่า การเข้าร่วมประชุมมีความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย โดยเฉพาะหากมีการลงมติร่วมด้วย และอ้างมาตรา 19 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ระบุถึงความคุ้มครองมติหรือการกระทำที่ได้ทำไปโดยกรรมการที่อาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่กฎหมายจะคุ้มครองเฉพาะในกรณีที่ “ยังไม่ทราบ” ถึงปัญหาดังกล่าว
แต่ทว่าตอนนี้ทุกฝ่าย ทั้งกรรมการ ประธาน และสำนักงาน ได้รับทราบประเด็นปัญหาเรื่องสถานภาพของ นพ.สรณแล้ว หากยังคงเดินหน้าประชุม และลงมติ มติดังกล่าวจะไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และอาจส่งผลให้กรรมการท่านอื่นต้องร่วมรับผิดชอบในความไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นด้วย
และว่า หากยังไม่มีความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการสรรหาฯ การที่ “นพ.สรณ” เรียกประชุมครั้งหน้าอาจเผชิญปัญหาเช่นเดิม
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์กล่าวด้วยว่า จริง ๆ แล้วสำหรับวาระเร่งด่วนที่กระทบอุตสาหกรรม ก็สามารถให้กรรมการที่เหลือประชุมเพื่อลงมติก่อนได้ ไม่จำเป็นที่ประธาน กสทช.ซึ่งยังมีสถานะสุ่มเสี่ยงต้องเข้าร่วม
ดังนั้น หากวันที่ 5-6 ส.ค. นี้ กสทช. ยังคงยืนยันจุดยืนข้างต้น การประชุมบอร์ดก็อาจไม่เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน
ตลาดสื่อสาร 8 แสนล้านสะดุด ?
รายงานของสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ตลาดสื่อสารไทยประกอบด้วย 3 ตลาดย่อย ได้แก่ 1.ตลาดบริการสื่อสาร 2.ตลาดอุปกรณ์สื่อสาร และ 3.ตลาดอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคม
มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.19% ต่อปี โดยจะมีมูลค่า 805,200 ล้านบาทในปี 2569 การกำกับดูแลอุตสาหกรรมขนาดมหึมานี้ ทั้งการอนุญาต อนุมัติ การลงโทษ การสนับสนุน ล้วนเกิดขึ้นจากห้องประชุมของ บอร์ด กสทช. ที่ตอนนี้ยังไม่สามารถประชุมได้

หรือกรณีที่มีการประชุม แต่มติที่ประชุมไม่ชัดเจนทางกฎหมาย จากสถานะของ นพ.สรณ จะเกิดผลกระทบวงกว้างต่ออุตสาหกรรมและผู้รับใบอนุญาตเกิดความไม่แน่นอนของมติ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือความเสียหายทางธุรกิจ รวมถึงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและประชาชน
เดดไลน์ดาวเทียมสื่อสาร – USO 5 พันล้าน
เมื่อมองในระยะสั้น 1-3 เดือนที่หากไม่มีความชัดเจน เรื่องเร่งด่วนสุดตอนนี้คือ “การกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม การอนุญาตและการปรับปรุงเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และตั้งสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน สำหรับข่ายงานดาวเทียม THAICOM-IP1 ซึ่งใช้งานกับดาวเทียมไทยคม 4 ณ ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)”
ซึ่งเดิมที “ไทยคม 4” หมดอายุทางวิศวกรรมแล้ว และจะต้องดีดตัวทิ้งจากวงโคจรในวันที่ 31 ก.ค. นี้ ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียการควบคุมเป็นปัญหาระหว่างประเทศในภายหลัง
แม้ระหว่างนี้ทาง บมจ.ไทยคมจะมีการขอดึงช่องสัญญาณดาวเทียมอื่นมารองรับลูกค้า ระหว่างรอส่งดาวเทียมดวงใหม่ทดแทนไทยคม 4 แต่ทาง บมจ.โทรคมนาคม ก็ได้ประเมินว่ายังสามารถขอต่ออายุ “ไทยคม 4” ได้อีก 2 เดือน
ปัญหาในธุรกิจดาวเทียมที่เพิ่มมาอีกสำรับหนึ่ง คือ มีการเลื่อนส่งดาวเทียมทดแทนไปถึงปี 2570 ระหว่างนี้ จึงต้องมีการเจรจากับ “สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ” เพื่อไม่ให้ไทยสูญเสียสิทธิใช้วงโคจร ซึ่งต้องมีสำนักงาน กสทช.ดำเนินการ และมีบอร์ด กสทช. กำกับดูแล
นอกจากนี้ โครงการใหญ่ที่บอร์ด กสทช.เพิ่งมีการอนุมัติ คือ โครงการ USO 3 (โครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม) มูลค่า 5.8 พันล้านบาท เพิ่งมีการยื่นซองประมูลเมื่อ มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายรายได้ยื่นเสนอราคาแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะ และด้วยเป็นโครงการขนาดใหญ่จะต้องนำรายชื่อผู้ชนะและผลการประมูลเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช. เพื่อกลั่นกรองก่อนเซ็นสัญญาและเริ่มติดตั้งระบบ
แต่ปัญหายืดเยื้อ และการตีความสถานะ “ประธานบอร์ด” อาจกระทบโครงการนี้ในที่สุด และโครงการนี้คือการให้บริการ “ประชาชน” ให้เข้าถึงบริการโทรคมนาคมอย่าง “ทั่วถึงเท่าเทียม” จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบประชาชนด้วย
ทีวีดิจิทัล – คลื่น 3500MHz
ผลกระทบใหญ่ คือ หน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช.โดยตรง คือ “การจัดสรรคลื่นความถี่” อันเป็นทรัพยากรของชาติ
วาระใหญ่ที่ค้างคามานานคือ ทีวีดิจิทัล ซึ่งทางสมาคมทีวีดิจิทัลได้ยื่นร้องขอให้บอร์ด กสทช.เร่งพิจารณาแผนที่นำทาง เพื่อให้มีจุดหมายว่าหลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 แล้วจะต้องมีการประมูลคลื่นใหม่หรือไม่ และจะทำอย่างไร
สำหรับแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ฯ มีองค์ประกอบหลายส่วน แต่ส่วนหนึ่งที่จะกระทบประชาชน และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม คือ การพิจารณาให้กิจการทีวีย้ายระบบจาก C-Band สู่ Ku-Band เพื่อนำคลื่นความถี่ย่าน C-Band หรือช่วง 3500MHz ไปจัดสรรสำหรับอุตสาหกรรม 5G ด้วยแถบคลื่นนี้มีความจำเป็นยิ่งเนื่องจากเป็นมาตรฐาน 5G ของทั้งโลก
กำหนดการเดิมคาดว่าจะนำมาประมูลทันช่วงปี 2570-2571 ก่อนที่บอร์ด กสทช.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระ
ในเบื้องต้นบอร์ด กสทช.อนุมัติหลักการที่จะยุติการใช้งานทีวีระบบ C-Band แล้ว แต่ด้วยมีผลกระทบต่อประชาชนสูง เนื่องจากมีครัวเรือนที่ยังใช้จานดาวเทียม C-Band (จานดำ) ราว 10 ล้านครัวเรือน การย้ายระบบจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์รับสัญญาณ ซึ่งมีต้นทุนราว 1,500 บาทต่อครัวเรือน ต้องมีมาตรการเยียวยาและจัดหาสนับสนุนที่ชัดเจน