เปิดไส้ใน 2,120 สินค้าไทยรอด ‘ข้าว-ทูน่า-กุ้ง’ โดนภาษีมะกัน 12.5%
ท่ามกลางกระแสความกังวลว่าสินค้าไทยกำลังเผชิญภาษีสหรัฐภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% บวกอัตราภาษีปกติ หรือ MFN การพิจารณาเพียงตัวเลขอัตราภาษีอาจยังไม่สะท้อนผลกระทบที่แท้จริงต่อโครงสร้างการส่งออกไทยทั้งหมด เมื่อข้อมูลเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า สินค้าไทยที่ได้รับการยกเว้นครอบคลุมแล้ว 2,120 รายการ คิดเป็น 61.58% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ
ขณะที่สินค้าอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 232 และจะไม่ถูกคิดภาษีในกรอบนี้ซ้ำ ทำให้สินค้าที่ยังไม่ได้รับยกเว้นและเผชิญความเสี่ยงจริงเหลือประมาณ 28% ส่วนสินค้าที่ไทยเสียเปรียบคู่แข่งจากส่วนต่างอัตราภาษี 2.5% มีเพียง 48 รายการ โดยกระจุกตัวในเพชร เครื่องประดับ และกล้วยไม้สด สะท้อนว่าโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การเหมารวมว่าสินค้าไทยเสียความสามารถแข่งขันทั้งกระดาน แต่ต้องเจาะเป็นรายสินค้า รายพิกัด และคู่แข่งตัวจริงในตลาดสหรัฐ
2,120 รายการรอดภาษี 301
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐอยู่ที่ 91,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีรวม 2,120 รายการ มีมูลค่า 56,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 61.58% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในบัญชียกเว้นมีมูลค่า 35,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 38.39% แต่ภายในกลุ่มดังกล่าวยังมีสินค้ามูลค่าเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์ที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 แล้ว จึงไม่ถูกนำมาคิดภาษีตามมาตรา 301 ซ้ำในกรอบนี้ เมื่อหักสินค้าที่ได้รับยกเว้นและสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 ออกแล้ว สินค้าส่งออกไทยที่ยังไม่ได้รับยกเว้นและเผชิญภาษีในส่วนนี้จริงจึงเหลือประมาณ 28% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ ไม่ใช่สินค้าส่งออกทั้งหมดตามความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาเฉพาะอัตราภาษี 12.5%
โครงสร้างดังกล่าวทำให้การประเมินผลกระทบของมาตรา 301 ต้องแยกสินค้าออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นแล้ว สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีอื่นของสหรัฐ และสินค้าที่ยังไม่ได้รับยกเว้นจริง เพราะแต่ละกลุ่มเผชิญต้นทุนภาษีไม่เหมือนกัน
“ข้าว-ทูน่า-กุ้ง” ไม่ได้ยกเว้น
ในสัดส่วนสินค้า 28% ที่ไม่ได้รับยกเว้น มีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร โดยสินค้ากลุ่มเกษตรและอาหารที่ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารสุนัขและแมว ข้าวสาร ปลาทูน่า กุ้ง ซอส และเครื่องปรุงรส ซึ่งยังอยู่ภายใต้อัตรา 12.5% บวก MFN ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า สินค้าเกษตร 10 อันดับแรกในกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่ารวม 2,930 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.21% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้สินค้าอาหารและเกษตรบางกลุ่มจะได้รับแรงกดดันโดยตรง แต่ขนาดผลกระทบเมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐทั้งหมดยังอยู่ในวงจำกัด
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มที่มีมูลค่าส่งออกสูง เช่น ยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก กล้องถ่ายภาพ เครื่องปรับอากาศ ล้อและวงล้อรถยนต์ ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ขณะที่สินค้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรา 232 และยังเผชิญอัตรา 12.5% ได้แก่ เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับโลหะ และกระเบื้อง ดังนั้น ผลกระทบที่แท้จริงจึงไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกอุตสาหกรรม แต่จะหนักเบาตามพิกัดสินค้า ฐานภาษีเดิม และมาตรการอื่นที่สินค้าแต่ละชนิดถูกบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว
48 รายการโดนภาษีสูงกว่าคู่แข่ง
อีกประเด็นที่ต้องแยกออกจากภาพรวมคือ ผลกระทบจากการที่บางประเทศได้อัตราภาษี 10% ขณะที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 12.5% บวก MFN ทำให้เกิดส่วนต่าง 2.5% โดยวิเคราะห์ว่า ในบรรดาสินค้าที่ประเทศคู่แข่งได้รับการยกเว้นเพิ่มเติมเป็นรายประเทศ มีสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐเหมือนกัน แต่ไทยยังไม่ได้รับยกเว้นเพียง 48 รายการ มูลค่าประมาณ 290.29 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เพชร เครื่องประดับ และกล้วยไม้สด
สำหรับกล้วยไม้สดมีมูลค่าส่งออกไม่ถึง 10 ล้านดอลลาร์ และลักษณะสินค้าไม่ได้เป็นสินค้ามาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เพราะกล้วยไม้ไทยและกล้วยไม้จากประเทศคู่แข่งมีความแตกต่างด้านสายพันธุ์ รูปแบบ และความต้องการของตลาด ส่วนต่างภาษี 2.5% จึงอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดการตัดสินใจซื้อของผู้นำเข้า อย่างไรก็ตามสินค้าทั้ง 48 รายการยังเป็นกลุ่มที่ต้องติดตามเป็นรายสินค้า เพราะผู้ประกอบการบางรายอาจมีอัตรากำไรต่ำและไม่สามารถรับภาระต้นทุนเพิ่มได้ แม้มูลค่ารวมเมื่อเทียบกับการส่งออกทั้งหมดจะไม่สูงก็ตาม
จีน-เวียดนามโดนภาษีเท่าไทย
นางอารดากล่าวว่า เมื่อพิจารณาสินค้าส่งออก 30 อันดับแรกของไทยไปสหรัฐ คู่แข่งที่ปรากฏเกือบทุกกลุ่มคือจีนและเวียดนาม ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา เป็นคู่แข่งโดยตรงเพียง 3-4 รายการ จีนเผชิญมาตรการภาษีจากสหรัฐหลายคดีและมีอัตราภาษีสูงกว่าไทย ขณะที่เวียดนามถูกเก็บภาษีในคดีแรงงานบังคับที่ 12.5% เท่ากับไทย และเผชิญการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 รวม 3 คดี เทียบกับไทยที่เผชิญ 2 คดี
“คู่แข่งหลักของไทยคือจีนและเวียดนาม ในสินค้าส่งออก 30 อันดับแรกมีจีนและเวียดนามอยู่เกือบทุกกลุ่ม ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชาเป็นคู่แข่งเพียงประมาณ 3-4 รายการ”
จุดวัดความสามารถแข่งขันจึงไม่ควรอยู่ที่ว่าไทยได้อัตราต่ำที่สุดหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าอัตราภาษีสุดท้ายของไทยแตกต่างจากคู่แข่งหลักของสินค้าแต่ละชนิดมากเพียงใด เพราะการยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อให้ได้อัตราต่ำสุดอาจไม่คุ้มกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในประเทศ
ย้ำเป้าหมายภาษีไม่เกิน 19%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เป้าหมายของทีมไทยแลนด์คือ ควบคุมภาระภาษีรวมไม่ให้สูงกว่ากรอบ 19% ที่เคยตกลงไว้ และไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งหลักมากเกินไป พร้อมผลักดันให้สินค้าไทยได้รับการยกเว้นเพิ่มจาก 2,120 รายการที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการเร่งปิดการเจรจา ART ด้วยการยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดตามข้อเสนอของสหรัฐอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะยังมีประเด็นอ่อนไหวบางส่วนที่ไทยไม่สามารถยอมรับได้ โดยหลักการเจรจาต้องรักษาคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน
โจทย์ในระยะต่อไปจึงต้องเปลี่ยนจากการถกเถียงว่า ไทยถูกเก็บภาษี 10% หรือ 12.5% ไปสู่การจัดทำบัญชีผลกระทบเป็นรายพิกัด เร่งขอยกเว้นสินค้าที่มีความเปราะบาง และออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร ประมง เครื่องประดับและผู้ประกอบการที่มีอัตรากำไรต่ำ เพราะภายใต้ระบบภาษีสหรัฐที่ซ้อนกันหลายชั้น ตัวเลขบนพาดหัวอาจไม่ใช่ต้นทุนสุดท้าย และสัดส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบจริงอาจสำคัญกว่าอัตราภาษีที่ประกาศเสียอีก