เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
Real Estate กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
“บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
Economic “บางจาก” ยันผลทดสอบ ‘ท่อส่งน้ำมัน’ ถนนเชื้อเพลิงไม่พบรอยรั่ว
ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
Columns ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
ดูทั้งหมด

ฟองสบู่หุ้นเติบโต

17 ส.ค. 2561 | 09:28น.

คอลัมน์ จัตุรัสนักลงทุน

โดย ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “หุ้นเติบโตเร็ว” เป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน จนเรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่ทุกคนต้องมีติดพอร์ตไว้ หุ้นเหล่านี้มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงมากในอดีต อาจสูงถึง 50% ต่อปี หรือมากกว่า และเมื่อผลประกอบการออกมาดี นักวิเคราะห์ก็ออกมาปรับเป้านักลงทุนก็ยอมจ่ายราคาที่แพงขึ้น บนความคาดหวังว่าผลประกอบการจะเติบโตมากขึ้นไปอีก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดด บางตัวได้กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

แต่แน่นอนว่าการจะรักษาการเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ไปตลอด แทบจะเป็นไปไม่ได้ พอเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สะดุด เช่น ยอดขายหรือกำไรเติบโตน้อยกว่าที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ ความกังวลในที่มาที่ไปของตัวเลขในงบการเงิน รวมถึงข่าวลือเรื่องธรรมาภิบาลเกี่ยวกับผู้บริหาร หุ้นก็ถูกเทขายลงมาอย่างหนัก ความเชื่อมั่นก็หดหาย ความกังวลก็เข้ามาแทนที่ นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการ ความคาดหวังที่ลดลงก็ยิ่งกดดันให้ P/E ลดลง (price to earning ratio ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ผมใช้วัดความถูกแพงของหุ้น) ราคาก็เลยถูกหั่นลงมาแบบรวดเร็ว ราวกับลิฟต์ขาด ในหลายกรณีราคาปรับตัวลงมา 40-70% ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งถ้าใครไปซื้อไว้แถว ๆ ราคาสูง ๆ ก็คงจะเสียหายหนักพอตัว

ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่เคยติดดอยหุ้นเติบโตอยู่หลายตัว ผมได้พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่หุ้นเหล่านี้ปรับตัวลดลงมา ข้อสังเกตแรกที่เห็นได้ชัด คือ หุ้นเติบโตเร็วแทบทุกตัว เป็นหุ้นที่ราคา “แพงมาก” หลายตัวมี P/E สูงถึง 40-100 เท่า ในช่วงที่ราคาทำจุดสูงสุด ทำให้เราเห็นบริษัทที่มีกำไรไม่กี่ร้อยล้าน มีมูลค่าตลาดสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดี อาจจะดู “เกินจริง” ไป

ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ แล้วคนมาติดต่อขอซื้อกิจการในราคาเท่ากับ 100 เท่าของกำไรในปีที่ผ่านมา ถ้ากำไรไม่ได้แย่กว่าปกติมาก และกำไรไม่สามารถเติบโตได้เป็นสิบเท่าในระยะเวลาสั้น ๆ ราคานี้ก็เป็นราคาที่ปฏิเสธได้ยากมาก ถ้ามองในแง่ของผลตอบแทนเป็นหลัก เพราะว่าถ้าจะให้ได้เงินจำนวนเท่ากัน ต้องรอไปอีกเป็น 100 ปี ขายวันนี้ รับเงินวันนี้ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าเยอะ

เหตุผลเดียวที่เราจะไม่ขาย คือ เราคิดว่าสามารถขายได้ราคาที่ “ดีกว่านี้” ในอนาคต อันนี้เป็นกับดักสำคัญทางจิตวิทยาที่อันตราย นักลงทุนในตลาดจะเชื่อว่าบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ มีข้อได้เปรียบพิเศษที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ มีผู้บริหารมีความสามารถแบบซูเปอร์สตาร์ แถมความต้องการของลูกค้ายังมีอีกมหาศาล ทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตได้หลายเท่าตัว (แปลกดีที่หลายกรณีมักจะพูดถึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจีน หรือส่งออกไปประเทศจีน) นักลงทุนคาดว่าปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลให้กำไรเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ และจะทำให้หุ้นที่ราคาแพงมาก ๆ ในวันนี้ กลายเป็นหุ้นถูก น่าลงทุน ในระยะเวลาไม่กี่ปี

บางคนบอกว่า หุ้น P/E 50 เท่า ยังซื้อได้ตราบใดที่ยังโตได้ปีละ 50% เพราะค่า PEG ยังไม่เกิน 1 เท่า (ค่า PEG คือ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร ในกรณีนี้คือ 50 เท่า หารด้วย 50% เท่ากับ 1 เท่า)

แนวคิดนี้มีคนเข้าใจผิดค่อนข้างมาก ถ้าเราอ่านหนังสือของ Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่ทำให้สูตร PEG เป็นที่นิยม จะพบว่าเวลา Peter Lynch คำนวณ PEG เขาจะใช้การเติบโต “ปกติ” ซึ่งอาจจะเป็นค่าเฉลี่ยในอนาคตซัก 3-5 ปีข้างหน้า การใช้การเติบโตกำไรเพียงปีเดียวอาจจะทำให้เราโดนหลอกได้ง่าย ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีฐานกำไรที่ต่ำผิดปกติในปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้ปีนี้มีการเติบโตสูงเป็นพิเศษ ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ การประเมินกำไรใน 3-5 ปีข้างหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในตัวบริษัท คู่แข่ง อุตสาหกรรม รวมถึงความเข้าใจในงบการเงิน และความสามารถในการคาดการณ์อนาคต การซื้อหุ้นเพราะ PEG ต่ำเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้การเติบโต เช่น การแข่งขัน แนวโน้มราคาต้นทุน ดอกเบี้ย กฎระเบียบ กระแสเงินสด เพราะฉะนั้น หุ้นที่ PEG ต่ำ ๆ ก็ไม่ได้แปลว่า น่าลงทุนเสมอไป

สุดท้ายแล้วในโลกของการลงทุน ถ้าจะลงทุนให้ชนะผลตอบแทนของตลาด นักลงทุนไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแข็งแกร่งเติบโตเร็วเสมอไป ถ้าลองทำการบ้านให้ดี ๆ เราจะค้นพบหุ้นที่มี upside เยอะ แต่ downside จำกัด ถึงอาจจะเป็นหุ้นที่ดูน่าเบื่อ ไม่เร้าใจเท่ากับหุ้นเติบโตที่มี story ดี ๆ แต่การซื้อหุ้นที่เติบโตน้อยหรือไม่เติบโตเลยได้ในราคา “โปรโมชั่น” ก็อาจจะกำไรมหาศาลได้ เปรียบได้กับการซื้อรถยุโรปในราคา super car ยังไงก็คงกำไรไม่เท่ากับการซื้อรถญี่ปุ่นธรรมดา ๆ ในราคามอเตอร์ไซค์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ตลาดหุ้น นักลงทุน