ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ภายใต้สมรภูมิการแข่งขันที่ผู้ประกอบการต้องงัดทั้งราคา โปรโมชั่น และโปรดักต์มากู้วิกฤตกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง การสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุด จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่จะเปลี่ยนความสนใจให้เป็นการตัดสินใจซื้อ

“พชร ประพันธ์วัฒนะ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมโอนโครงการสร้างเสร็จใหม่ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ คอนโดฯ ไฮไรส์ 37 ชั้น จำนวน 813 ยูนิต มูลค่า 2,600 ล้านบาท อยู่ในทำเลเชื่อมโยงย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ศรีนครินทร์-ลำสาลี-พระราม 9 ครอบคลุมทางด่วนศรีรัช มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีกรีฑา เชื่อมไปถึงแอร์พอร์ตเรลลิงก์และสายสีส้มในอนาคต ซึ่งโครงการพร้อมเปิดให้เข้าชมตึกจริงครั้งแรกวันที่ 5-6 กันยายนนี้
เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย
ไฮไลต์ของโครงการได้ผสมโมเดล “บิสซิเนสยูนิต” ออกแบบมารองรับทั้งการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นคอนโดฯ หนึ่งเดียวในย่านศรีนครินทร์ที่รองรับการจดทะเบียนธุรกิจ พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่มีความยืดหยุ่น และห้องพักอาศัยแบบ Extra Wide ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพ และผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการพื้นที่สำหรับสร้างธุรกิจบนทำเลศักยภาพ
“พชร” ระบุว่า แอสเซทไวส์ตั้งใจพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์มากกว่าการอยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่รองรับการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีรูปแบบการทำงาน และการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่ผสานบ้าน ออฟฟิศ และพื้นที่สำหรับทำธุรกิจให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันมากขึ้น โดยในอนาคตอาจมีการพัฒนาโครงการในรูปแบบนี้อีกสำหรับโครงการคอนโดฯ ขนาดใหญ่
นอกจากนี้กำลังสำรวจและศึกษาแนวคิดรูปแบบยูนิตใหม่ ๆ เพื่อตอบรับเทรนด์การอยู่อาศัยของลูกค้าที่หลากหลายให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเป้าหมายซื้อครั้งเดียวอยู่อาศัยได้ตลอดชีวิต และยังมีแนวคิดวางแผนศึกษายูนิตสำหรับผู้สูงวัยในอนาคตอีกด้วย
“ลูกค้าบางคนมีเงินซื้อที่อยู่อาศัยก้อนเดียว เราอยากตอบโจทย์การตัดสินใจซื้อของเขาให้มากที่สุด นอกจากบิสซิเนสยูนิตที่ตอบโจทย์ทำธุรกิจร่วมกับการอยู่เป็นบ้านได้ด้วยแล้ว บางโครงการในอนาคตที่เราคิดถ้ามียูนิตที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุได้อาจจะตอบสนองตลาดในอนาคตได้”
สำหรับ Modiz Voyage ศรีนครินทร์ “พชร” เล่ารายละเอียดโครงการ แบ่งเป็นห้องพักอาศัย 697 ยูนิต ขนาด 23.4-34.8 ตร.ม. เริ่มต้น 2.39 ล้านบาท และห้องบิสซิเนสยูนิต 116 ยูนิต ขนาด 24.6-35.0 ตร.ม. ห้องดีไซน์ Extra Wide หน้ากว้างสูงสุด 7.6 เมตร ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท
โดยบิสซิเนสยูนิตจะมี 4 ชั้น แยกออกมาจากห้องพักอาศัยปกติ และมีการใช้งานลิฟต์แยกกันเพื่อความสะดวกและความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน พร้อมด้วยฟาซิลิตี้สำหรับทำงาน ห้องประชุม โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่อนคลาย อาทิ ฟิตเนส สระว่ายน้ำ เลานจ์ สตูดิโอ ออนเซน และสปา
ตั้งเป้าขายหมดปี’70
ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้ว 60% เริ่มโอนเดือนธันวาคมนี้ คาดว่าสามารถปิดการขายได้ในปี 2570 ส่วนบิสซิเนสยูนิตกระแสตอบรับดี มียอดขายประมาณ 40% โดยยอดขายปัจจุบันมีสัดส่วนต่างชาติกว่า 20% จาก 3 สัญชาติแรก ได้แก่ เมียนมาซื้อเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า จะซื้อคนละ 1-2 ยูนิต เป็นการซื้อต่อกันเป็นกลุ่มผ่านการแนะนำของเพื่อนหรือญาติ
ต่อมา “โปแลนด์” เป็นสัญชาติใหม่ที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่มาจากสถานการณ์ในประเทศ จึงต้องการย้ายเงินทุนมาลงทุนในไทย นิยมซื้อบิสซิเนสยูนิตสำหรับการลงทุน และสุดท้าย “ไต้หวันและจีน” ลูกค้าสองกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี และซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ต่างจากสองชาติแรกที่เน้นการลงทุน
รีเจ็กต์เรตลด-กำลังซื้อยังมี
“พชร” อัพเดตสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ ว่า กำลังซื้อยังมีอยู่ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหาภาระหนี้ส่วนบุคคล ประกอบกับธนาคารเริ่มตรวจสอบสินเชื่อเข้มขึ้น ลงลึกไปถึงความมั่นคงและผลกำไรของบริษัทที่ลูกค้าทำงานอยู่ ซึ่งอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทอยู่ที่ 30% ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทสกรีนคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนจอง และเทรนเซลให้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงินและร่วมปรับแก้ปัญหากับสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้ปัญหาการเงินสำหรับลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ผ่าน “Lease to Own” หรือเช่าซื้อ ซึ่งได้รับความนิยมจากต่างชาติที่ไม่พร้อมจ่ายครั้งเดียว สามารถแบ่งจ่ายก้อนแรก 50% และผ่อนชำระส่วนที่เหลือกับโครงการได้เป็นเวลา 3 ปี
รวมถึงโครงการ “ชีวิตดี๊ดี” ทำร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดย ธอส.จะช่วยประเมินและคัดกรองเบื้องต้น 6 เดือนถึง 1 ปี ลูกค้าสามารถเข้าอยู่ได้ก่อนทันที จ่ายชำระคล้ายค่าเช่า และจะถูกเปลี่ยนไปเป็นเงินดาวน์ เพื่อเตรียมโอนเมื่อปรับลดหนี้และมั่นใจว่าสามารถชำระเงินได้ตามระยะเวลา
คอนโดฯ 2-3 ล้านไปต่อ
ด้านทิศทางตลาดคอนโดฯ ในครึ่งปีหลัง “พชร” เชื่อว่า ตลาดจะกลับมาเริ่มคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายทยอยเปิดตัวคอนโดฯ ใหม่ โดยเซ็กเมนต์ที่ยังคงขายได้ดีคือคอนโดฯ ระดับราคา 2-3 ล้านบาท ส่วนทำเลต้องเลือกที่มีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ยอดขายตรงไปตามเป้ายกตัวอย่างแคมปัสคอนโดฯ “เคฟ บางมด” หลังปิดการขายเฟสแรกได้เริ่มเปิดรอบ VIP สำหรับลูกค้าเก่า สามารถทำยอดขายได้แล้ว 30%
บริษัทยังเดินเกมเร็ว ซื้อโครงการคอนโดฯ Shortcut จากบริษัทอสังหาฯ รายหนึ่ง ทำให้บริษัทย่นระยะเวลาการทำโครงการลงไปได้ถึง 9 เดือน โดยมีการปรับเลย์เอาต์ ปรับหน้ากว้างห้องนอนแบบบานสไลด์ให้ตรงตามสไตล์แอสเซทไวส์มากขึ้น และได้เริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการ Kave Bloom เกษตรฯ และจะเปิดตัวในวันที่ 9 กันยายนนี้