“อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
บทวิเคราะห์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็น FDI กลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย โดย 6 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่าลงทุน 839,231 ล้านบาท คิดเป็น 73.7% ของ FDI ทั้งหมด ขณะที่ตลาดโลกมีแนวโน้มโตแตะกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2031 แต่เตือนว่าไทยต้องประเมิน “ผลประโยชน์สุทธิ” ให้รอบด้าน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสูง ขณะที่การจ้างงานโดยตรงค่อนข้างต่ำ เสนอห้ามแย่งไฟและน้ำประชาชน กำหนดใช้พลังงานหมุนเวียน เปิดเผยการใช้ทรัพยากร ทำ EIA ตามผลกระทบจริง ตั้งกองทุนชุมชน และทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดทำบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 5 กันยายน 2569 ในหัวข้อ “ดาต้าเซ็นเตอร์: ลงทุนแห่งอนาคต หรือภาระของประชาชน?” โดยระบุว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในระดับโลกและประเทศไทย
ในตลาดโลก มูลค่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 527.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Statista คาดว่าจะเพิ่มจาก 538.91 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 809.59 พันล้านดอลลาร์ในปี 2031 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม 8.48% ต่อปี ขณะที่จีนมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับ 2 แซงยุโรป และญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงอาเซียนมีแนวโน้มขยายตัวเร็วจากการลงทุน AI คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ไทยพุ่ง 8.39 แสนล้าน
บทวิเคราะห์ระบุว่า การลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จาก 13,390 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 95,207 ล้านบาทในปี 2567 และ 552,994 ล้านบาทในปี 2568
เพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่า FDI ดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเป็น 839,231 ล้านบาท สูงกว่าทั้งปี 2568 และคิดเป็นสัดส่วน 73.7% ของการลงทุนต่างชาติทั้งหมดในช่วงดังกล่าว ขณะที่อัตราการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2567 อยู่ที่ 611%
ในภาพรวม FDI ไทยปี 2566 อยู่ที่ 559,009 ล้านบาท เพิ่มเป็น 727,105 ล้านบาทในปี 2567 และ 1,140,853 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1,139,091 ล้านบาท ใกล้เคียงกับทั้งปี 2568 แล้ว
ประเมินช่วย GDP เฉลี่ย 0.6% ต่อปี
บทวิเคราะห์ประเมินว่า FDI ดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 839,231 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 คิดเป็นประมาณ 4.4% ของ GDP ไทย และหากทยอยลงทุนจริงในช่วง 3 ปี จะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 1.77% หรือเฉลี่ยประมาณ 0.6% ต่อปี ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดไว้ในงานศึกษา
โดยปีแรก หากลงทุนจริง 20% จะมีเงินลงทุน 167,846 ล้านบาท และมีผลต่อ GDP 0.35% ปีที่ 2 ลงทุน 30% หรือ 251,769 ล้านบาท มีผลต่อ GDP 0.53% และปีที่ 3 ลงทุน 50% หรือ 419,616 ล้านบาท มีผลต่อ GDP 0.88% รวมผลต่อ GDP 1.77% ใน 3 ปี
ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ 20 MW ใช้ไฟเทียบ 3.6 หมื่นครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อัทธ์เตือนว่า การดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องพิจารณาภาระด้านทรัพยากรควบคู่กัน โดยในกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ประเมินว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 175.2 ล้านหน่วยต่อปี หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของบ้านขนาด 100 ตารางวาประมาณ 36,000 หลัง
หากขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 100 MW จะเทียบเท่าบ้านประมาณ 180,000 หลัง และหากถึง 1,000 MW จะเทียบเท่าราว 1.8 ล้านหลัง ตามแบบจำลองในบทวิเคราะห์
ลงทุนสูง แต่จ้างงานประจำค่อนข้างน้อย
ด้านการจ้างงาน บทวิเคราะห์ยกตัวอย่างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐ และประเมินว่า เมื่อเทียบเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท อาจจ้างงานก่อสร้างประมาณ 36 คน และงานประจำประมาณ 2 คน ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ประเมินว่าจ้างงานประมาณ 17-18 คน
สำหรับการใช้น้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ถูกประเมินว่าจะใช้น้ำประมาณ 223,200 ลิตรต่อวัน และมีความต้องการน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประมาณ 188,160 ลิตรต่อวัน ตามสูตรและสมมติฐานที่ใช้ในบทวิเคราะห์
ถอดบทเรียนสหรัฐ-สิงคโปร์-มาเลเซีย
บทวิเคราะห์ยังยกตัวอย่างการคัดค้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ โดยในสหรัฐมีการชุมนุมพร้อมกัน 142 แห่งใน 42 รัฐ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ด้วยข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ ค่าใช้จ่ายของประชาชน ทรัพยากรชุมชน และการจ้างงานในพื้นที่
ขณะที่สิงคโปร์เคยพักการขยายโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนในรัฐยะโฮร์ของมาเลเซียมีประชาชนออกมาคัดค้านโครงการขนาด 300 MW จากความกังวลเรื่องฝุ่น คุณภาพอากาศ แรงดันน้ำ และการใช้ทรัพยากร
เตือนอย่ามองแค่ “มูลค่าคำขอส่งเสริม”
รศ.ดร.อัทธ์สรุปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็น “ดาบสองคม” เพราะด้านหนึ่งช่วยนำเงินลงทุนจากต่างประเทศ กระตุ้นการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำสูง ต้องพึ่งระบบส่งไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า และกำลังผลิตสำรอง รวมถึงอาจสร้างผลกระทบด้านมลพิษ เสียง ความร้อน น้ำเสีย และก๊าซเรือนกระจก หากไม่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม
ดังนั้น ไทยไม่ควรประเมินความสำเร็จจาก “มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียว” แต่ควรดูผลประโยชน์สุทธิทั้งหมด ทั้งการจ้างงาน รายได้ การจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี รายได้ภาษี เทียบกับต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน
เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์
บทวิเคราะห์เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ ไม่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์แย่งไฟจากประชาชน โดยต้องประเมินกำลังผลิตและระบบส่งก่อนอนุมัติ และหากไฟฟ้าไม่เพียงพอต้องลดการใช้ไฟในช่วงพีก รวมถึงกำหนดให้ใช้พลังงานหมุนเวียนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ไม่ดึงไฟฟ้าปกติที่ครัวเรือนใช้อยู่
อีกด้านหนึ่ง เสนอห้ามแย่งน้ำจากครัวเรือนและเกษตรกร โดยโครงการในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำควรใช้น้ำรีไซเคิลหรือน้ำที่ไม่กระทบต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมกำหนดให้ประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และเกษตรกรมีสิทธิใช้น้ำก่อนในช่วงภัยแล้ง
นอกจากนี้ ควรบังคับเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรรายโครงการ จัดทำ EIA โดยพิจารณาผลกระทบจริงทั้งกำลังไฟ ปริมาณน้ำ เครื่องกำเนิดไฟ และเชื้อเพลิงสำรอง รวมถึงกำหนดเขตกันชนและระยะห่างจากชุมชน
ข้อเสนออีกส่วนคือการจัดตั้งกองทุนชุมชนจากรายได้หรือค่าธรรมเนียมของดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมก่อนอนุมัติโครงการ และทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI โดยผูกกับผลลัพธ์จริง เช่น การจ้างงานคนไทย การซื้อสินค้าและบริการในประเทศ ประสิทธิภาพการใช้ไฟ-น้ำ และสัดส่วนพลังงานสะอาด มากกว่าพิจารณาจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว