BYD ยันไทยฐานผลิตอาเซียน ลุยสร้างสถานีชาร์จเร็วครั้งแรกนอกจีน
BYD ย้ำลงทุนในไทยยาวเพราะเป็นฐานผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน พร้อมเดินหน้าส่งออกมากขึ้นจากตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 40% จี้รัฐแยกสิทธิประโยชน์ตามการลงทุน-จ้างงาน พร้อมขอเพิ่มเกณฑ์ EV 3.0 เดินเครื่องตั้งสถานีชาร์จเร็วในไทยเป็นประเทศแรกนอกจีน
แหล่งข่าวจาก BYD เผยภายหลังนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ BYD Thailand จ.ระยอง ว่าบริษัทยังมั่นใจลงทุนในไทยต่อไปในระยะยาว โดยฐานผลิต BYD ในประเทศไทยเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2566 งบฯ ลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นฐานผลิตครบวงจร 5,000-6,000 คันต่อเดือน ทำงานเพียง 1 กะ มีพนักงานมากกว่า 5,500 คน
ขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยตอนนี้มี 8 ราย ทำให้ BYD มองว่าตลาดไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกรองจากจีน การทำให้โรงงานมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะธุรกิจยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัย Economies of Scale
ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการส่งออกมากขึ้น ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2569 รถยนต์ประมาณ 40% ที่ผลิตในประเทศไทยส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศแล้วมากกว่า 10 ประเทศ BYD ต้องการให้รัฐบาลไทยพิจารณานโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคำนึงถึงระดับการลงทุนและผลประโยชน์ที่บริษัทสร้างให้กับประเทศไทยมากขึ้น
ข้อเสนอของบริษัทมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.สนับสนุนบริษัทที่มีแผนลงทุนและพัฒนาในระยะยาวเป็นพิเศษ 2.สนับสนุนบริษัทที่มีการจ้างงานคนไทยจำนวนมากและมีการส่งออกสูง และ 3.สนับสนุนรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือ PHEV
BYD มองว่า PHEV ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ทั้งที่ PHEV เป็นเทคโนโลยีพลังงานใหม่ และมีบทบาทเป็นรถยนต์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เนื่องจาก PHEV ช่วยรักษาโครงสร้างอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนของรถยนต์สันดาปเอาไว้
ด้านการจ้างงาน BYD ระบุว่า จากพนักงานมากกว่า 5,500 คน เป็นคนไทยประมาณ 94% และไม่มีนโยบายจ้างแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันพนักงานจีนมีสัดส่วนประมาณ 10% ลดลงจากช่วงเริ่มต้นที่เคยมีมากกว่า 1,000 คน เป้าหมายลดสัดส่วนพนักงานจีนลงเหลือ 3%
สำหรับมาตรการ EV 3.0 แหล่งข่าวระบุว่า การส่งออกมีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชย โดยปัจจุบันการส่งออก 1 คันสามารถนับเป็นการผลิตชดเชยได้ 1.5 คัน
จึงต้องการให้ภาครัฐพิจารณาเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวในอนาคตเป็น 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ
ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศไทย
แหล่งข่าวระบุว่า ปี 2569 มี Local Supplier จำนวน 266 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีประมาณ 125 รายที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และมีประมาณ 40 รายที่ดำเนินการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน TISI โดยมีรายการมาตรฐานที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 1,090 รายการ
BYD มองว่าจุดแข็งของประเทศไทยคือทำเลที่ตั้ง และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนแนบแน่นมากว่า 50 ปี มี Supply Chain ยานยนต์ที่แข็งแกร่ง บุคลากรมีทักษะ โดยไม่มีนโยบายย้ายฐานไปที่อื่น
นอกจากนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกนอกจีน ที่ BYD จะสร้างสถานีชาร์จเร็ว ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการลงทุนสร้างสถานี