อ.สุทธิศักดิ์ ผ่าจุดอ่อนน้ำท่วม ‘ปัว’ ชี้กับดักคิดว่าปลอดภัย เตือนอ่างเก็บน้ำเสี่ยงระเบิดเวลา
‘รศ.ดร.สุทธิศักดิ์’ เปิดบทวิเคราะห์น้ำท่วม-ดินหลาก อ.ปัว จ.น่าน เผยฝนตกถล่ม 4 ชม. ทะลุเกณฑ์วิกฤต 384 มม. สับระเบียบราชการแยกคำว่า ‘พายุ-มรสุม’ ทำการตั้งรับหย่อนยาน ชี้อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กไร้การขุดลอกต้นไม้ขึ้นสันเขื่อน เสี่ยงทลายซ้ำเติมหมู่บ้านด้านล่าง จี้รัฐรื้อกฎหมายควบคุมอาคาร-วางแผนแม่บทรับมือแผ่นดินไหว
‘รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์‘ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพีและการจัดการภัยพิบัติ โพสต์เฟซบุ๊ก บทวิเคราะห์น้ำท่วม ดินหลาก อ.ปัว จ.น่าน ระบุว่า
False sense of security หรือคิดผิดว่าปลอดภัย และข้อแนะนำในการปรับตัวของชาว จ.น่าน
บทวิเคราะห์น้ำท่วม ดินหลาก อ.ปัว จ.น่าน
ข้อมูลพื้นฐาน
1.ฝนตกหนักมากตีสองถึงหกโมงเช้าและต่อเนื่องไปในช่วงเช้า ปริมาณน้ำฝน 384 มม. ค่าน้ำฝนเกินเกณฑ์วิกฤตสำหรับน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ซึ่งมีค่าประมาณ 150 มม.ต่อวัน และสะสม 3 วันเกิน 300 มม. แค่สี่ชั่วโมงที่ฝนตกก็เกินทั้งสองเกณฑ์
2.ก่อนหน้านั้นมีฝนตกมาเป็นเดือน ค่า API สะสม น่าจะใกล้เกณฑ์วิกฤต (APIcr = 120 mm) เพราะจากสมการจะมีค่าฝนที่บวกมาเพิ่มค่าที่ลดทอนเสมอ
3.ลักษณะภูมิประเทศ เป็นแนวเทือกเขาสูงทางด้านตะวันออก วางตัวในทิศเหนือ-ใต้ แนวเทือกเขายกตัวสูงจากสภาพธรณีสัณฐานตามแนวรอยเลื่อนปัว แปลง่าย ๆ คือ แนวเทือกเขาคือแนวรอยเลื่อนสังเกตเห็นหน้าผาสามเหลี่ยมตามแนวเขาอย่างชัดเจน สภาพดังกล่าวทำให้ระดับยอดเขากับระดับพื้นดินของหมู่บ้านมีระดับสูงต่างกันมากแต่ในระยะทางอันสั้น น้ำที่ไหลลงจากภูเขาจึงลงมาด้วยปริมาณและความเร็วสูง หากรวมกับฝนที่ตกหนักผิดปกติตามที่ได้กล่าวมาจะเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตามร่องการไหล ป่าจะสมบูรณ์หรือไม่ ก็เกิดการถล่มและดินโคลนมหาศาลได้ทั้งนั้น
4.ตามร่องเขาที่น้ำจะไหลลงมา มีการก่อสร้างเขื่อน/ฝาย กั้นลำน้ำ ลำห้วย ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำเพื่อชะลอน้ำในฤดูน้ำหลากและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูเเล้ง มีคลองส่งน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำเหล่านี้จ่ายน้ำลงพื้นที่เพาะปลูกต่าง ๆ ดังนั้นเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงต่อน้ำหลากรุนเเรงของหมู่บ้านด้านล่าง
5.ข้อสังเกตจากคนในพื้นที่ การเตรียมพร้อมของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่มีความพร้อมเมื่อทราบจากส่วนกลางว่าจะมีพายุเข้า ดังเช่นกรณีพายุวิภาเข้า มีการจัดการล่วงหน้า การเตือนภัยค่อนข้างดี แต่คราวนี้ เมื่อส่วนกลางเเจ้งว่าเป็นมรสุม ความระเเวดระวังก็ลดทอนลง ดังนั้น พายุ-มรสุม ให้ความตื่นตัวและออกมาป้องกันที่ต่างกัน โดยเฉพาะหากคิดตามระเบียบราชการ ถ้าประกาศเป็นพายุ จะเข้าข่ายว่าเป็นภยันตรายที่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ดังนั้นระเบียบที่สนับสนุนการเฝ้าระวังที่จะนำงบประมาณมาใช้ได้จะมีมากกว่า เเต่พอเป็นประกาศว่าเป็นมรสุม ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องปกติตามฤดู ผู้ใช้งบประมาณก็อาจจะต้องระวัง สรุปกรณีนี้หนักกว่าวิภามาก
False sense of security
ก. เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ : อ่างเก็บน้ำเหนือหมู่บ้านสามารถลดจำนวนครั้งที่น้ำท่วมได้มาก โดยเฉพาะจากฝนตกหนัก หรือฝนตกหนักมาก ทำให้เมื่อจำนวนครั้งที่น้ำท่วมลดลง ประชาชนที่อยู่ด้านล่างก็เคยชิน และเริ่มปรับตัวทั้งเรื่องการตื่นตัวติดตามสถานะการณ์ การปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ที่ไม่ได้คำนึงถึงว่าถ้าน้ำหลากท่วมมาจะเป็นอย่างไร แต่ความเสี่ยงของอ่างเก็บน้ำมีดังนี้
- อ่างขนาดเล็ก ด้านบนเป็นเป็นพื้นที่กัดเซาะและดินถล่ม ดังนั้นตะกอนจึงเต็มอ่างเร็ว ปริมาณความจุลดลง ไม่สามารถทำหน้าที่ชะลอน้ำได้ตามที่ควร การขุดลอกมีระเบียบราชการที่ไม่เอื้อให้หน่วยงานรัฐทำได้โดยง่าย เพราะดินตะกอน ทราย หิน ที่ไหลมาเต็มอ่างเก็บน้ำ ถือว่าเป็นของหลวง ต้องเอาไปทิ้งเฉพาะในที่สาธารณะ ซึ่งมีจำกัด ซื้อขายไม่ได้ หลายอ่างจึงมีตะกอนเต็มเเละยากจะจัดการ
- อ่างเหล่านี้ดูแลโดยหน่วยงานท้องถิ่นเช่น อบจ. อบต. เป็นต้น ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร องค์ความรู้ ทำให้การดูแลรักษาไม่ได้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัยเขื่อน เช่น หลายเขื่อนมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นบนสันเขื่อน ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้หากล้ม รากจะงัดดินตัวเขื่อนให้พัง หรือรากไม้ที่ตายจะทำให้เกิดโพรง รั่ว เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อยู่เหนือหมู่บ้าน
- อ่างเก็บน้ำเหล่านี้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำท่าจากฝนที่ตกหนักผิดปกติได้ อาคารระบายน้ำล้นไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ยิ่งถ้ามีต้นไม้ซากไม้มาขวางทางระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำเดิมตื้นเขิน โอกาสที่น้ำจะล้นสันเขื่อนก็มีสูง ซึ่งจะทำให้เขื่อนแตกได้ทุกเมื่อ
- เชื่อว่าไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กใด ๆ ที่กล่าวมา ออกเเบบรองรับแผ่นดินไหวตามข้อมูลและมาตรฐานในปัจจุบัน
ข. บ้านประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม น้ำหลาก
บ้านดั้งเดิมเป็นไม้ ยกพื้นสูง น้ำมาไหลลอดผ่านได้ ไม่เกิดแรงดันทำลายโครงสร้างบ้านหรืออย่างน้อยก็มีโอกาสรอดมากขึ้น
บ้านรุ่นใหม่เนื่องจากมีความถี่ที่น้ำท่วมลดลง ดังนั้นจึงไม่ได้คิดปัจจัยนี้เมื่อสร้างบ้าน บ้านรุ่นใหม่จึงมีทั้งปรับปรุงบ้านเดิมโดยก่อกำเเพงรอบใต้ถุนเป็นห้องชั้นล่าง เพราะกลางวันร้อน อยู่ชั้นสองไม่ได้ หรือเป็นบ้านสมัยใหม่เลย ไม่ยกพื้น ลดพื้นที่การไหลของน้ำ ทำให้น้ำเร็วเเละแรงขึ้นในชุมชน บ้านพังเพราะน้ำหลากได้ง่ายขึ้น
อ.ปัว มีรอยเลื่อนใหญ่คือรอยเลื่อนปัว เคยมีบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวขนาดถึง 6.5 (วัดด้วยเครื่องมือวัดนอกประเทศ) ซึ่งนับว่าเป็นขนาดแผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้ด้วยเครืองมือวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นประเด็นนี้จึงต้องเตรียมพร้อมอาคารให้ดี นอกจากต้องยกพื้นสูงให้น้ำลอดเเล้ว ขนาด รายละเอียดของโครงสร้างก็ต้องให้ต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้
ถ้าไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น อนาคตคนปัวจะต้องเจอเหตุการณ์เหล่านี้
1.เขื่อนขนาดเล็กบนภูเขาเเตก โดยเฉพาะในช่วงน้ำป่าไหลหลาก ความรุนแรงสูงมาก หรือแตกในช่วงที่ฝนไม่ตกเพราะการรั่ว
2.เกิดฝนตกหนักเกิน 500 มม. ใน 24 ชั่วโมง ในลุ่มน้ำขนาดย่อย พัดพาเขื่อนขนาดเล็ก บ้านเรือนไป
3.เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.0 ขึ้นไป บ้านพัง เขื่อนแตกมาซ้ำ
ข้อเสนอที่ควรทำ
1.ทำแผนแม่บทการปรับตัวจากภัยพิบัติ เป็นแผนร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคประชาสังคม
2.ปรับปรุงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้รับปริมาณน้ำและแผ่นดินไหวได้มากขึ้นตามโอกาสความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ ทำแผนเข้าไปในแผนแม่บท
3.ใช้กฏหมายควบคุมอาคารกำหนดลักษณะอาคารที่เหมาะสมในพื้นที่ ต้องนำแบบจำลองการไหลของน้ำผ่านชุมชนมาวิเคราะห์ช่องเปิดหรือทางไหลที่ควรจะเป็นก่อนกำหนดเป็นผังการใช้พื้นที่หมู่บ้านเข้าไปในแผนแม่บท รวมถึงกำหนดรายละเอียดอาคารต้านแผ่นดินไหว วางแผนการให้ความรู้และช่วงเวลาการประกาศใช้
คำถาม : ควรต้องทำแผนแม่บทมั้ย ควรจะรีบแก้ไขประเด็นข้างต้นไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาทำแผนแม่บทก็ได้
คำตอบ : รีบได้ก็รีบไปเลย แต่มันรีบไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องวางแผนลดความเสี่ยงที่มากและทำง่ายที่สุดก่อน ภัยก็ไม่รู้จะมาเมื่อไร
ด้วยความปรารถนาดี