อสังหาฯ-โรงแรม เสี่ยงเป็น “บริษัทผีดิบ”
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
จากที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดข้อมูลปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจเสี่ยงเป็น “บริษัทผีดิบ” (Zombie Firm) เพิ่มมากขึ้น สัดส่วนสูงเกือบ 12% ของบริษัทที่เปิดดำเนินกิจการ
“บริษัทผีดิบ” ในที่นี้หมายถึงบริษัทที่มีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ติดต่อกัน 2 รอบบัญชี และเป็นบริษัทที่มีอายุมากกว่า 3 ปี เพื่อไม่ให้สับสนกับธุรกิจเปิดใหม่ที่อาจยังไม่มีกำไรในระยะแรก
น่าสนใจว่าเมื่อแยกเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โรงแรมที่พัก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม คือกลุ่มที่มีสัดส่วนของ Zombie Firm มากที่สุด ขณะที่ “บริษัทผีดิบ” อยู่ในธุรกิจเอสเอ็มอีสูงกว่าธุรกิจใหญ่เกือบ 3 เท่า
กรณีความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม อาจเป็นเพราะใช้เงินลงทุนสูง มีภาระหนี้และต้นทุนคงที่มาก ขณะที่รายได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และภาคท่องเที่ยวเป็นสำคัญ แต่เมื่อยอดขายอสังหาฯ ชะลอตัว การโอนกรรมสิทธิ์ลดลง หรืออัตราเข้าพักลดลง ก็ทำให้ธุรกิจเผชิญแรงกดดันต่อกระแสเงินสด
ในวงการธุรกิจรู้ดีว่า ปีนี้อสังหาฯ หลายรายต้องดิ้นหนีตาย ปรับลดค่าใช้จ่าย ไปจนถึงลดพนักงาน ตัดขายทรัพย์สินเพื่อที่จะหาสภาพคล่องมาจ่ายหนี้ ต่อชีวิต
แต่การที่ธุรกิจต้องต่ออายุยืดหนี้ ประคับประคองสภาพคล่องเพื่อให้เดินหน้าต่อได้ อาจสะท้อนความเสี่ยงของการเป็น “บริษัทผีดิบ” เพราะความสามารถในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอต่อดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่าย ซึ่งถ้าอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศเติบโตดีก็อาจทำให้สามารถซื้อเวลาผ่านไปได้ แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำและซึมลงเรื่อย ๆ แบบนี้จึงเป็นโจทย์ยาก
ดังนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาทั้งแบงก์ชาติ และสถาบันการเงินจะมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลุ่มเอสเอ็มอีมาโดยตลอด แต่ถ้าธุรกิจที่เสี่ยงเป็น Zombie Firm ไม่ปรับตัว และไม่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช่ คงต้อง “ยอมรับความจริง” ว่าไปต่อยาก
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า กลุ่มบริษัทซอมบี้ที่ไม่ไหวจริง ๆ คือขาดศักยภาพ ไม่ปรับตัว หรือสู้การแข่งขันไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงและปล่อยไปตามกลไก เพราะ ธปท.และระบบการเงินไม่สามารถใช้มาตรการเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ทั้งหมด ต้องเน้นกลุ่มที่ยังมีศักยภาพในการเติบโต และพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์
อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่จำนวนบริษัทที่มีปัญหา แต่คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะหากเม็ดเงินของสถาบันการเงินถูกผูกติดอยู่กับกิจการที่ไม่มีความสามารถทำกำไร ย่อมทำให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ก็มีข้อจำกัดมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจอธิบายได้ว่า ทำไมสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส เพราะความอ่อนแอของธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นทำให้สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจไทย ที่ไม่อาจแก้ไขด้วยการรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเพียงอย่างเดียว เพราะหากบริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินสูง แต่ความสามารถการแข่งขันต่ำ และรูปแบบธุรกิจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โอกาสการฟื้นตัวของรายได้ที่จะทำให้ธุรกิจกลับมาแข็งแรงก็คงลดลง
ความเสี่ยงของ “บริษัทผีดิบ” ไม่ได้สะท้อนเพียงความอ่อนแอของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือโรงแรม หากเป็นภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่อาจกำลังสูญเสียความสามารถในการจัดสรร “เงินทุน” อย่างมีประสิทธิภาพ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงต้องวัดจากความสามารถในการกลับมาสร้างกำไร ลงทุนใหม่ จ้างงาน และแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
เพราะแม้ว่ามาตรการดูแลต่าง ๆ ของภาครัฐอาจทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจกำลังเดินหน้าไปต่อ แต่อาจเป็นเพียงการเดินต่อของธุรกิจที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากภาวะผีดิบได้อย่างแท้จริง