นักวิชาการ มธ. ถอดเคสต่างประเทศ ชี้เข้า OECD ต้องแก้ ‘คอร์รัปชัน-นิติธรรม’ ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสาร
อาจารย์ธรรมศาสตร์ ชี้ การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องการยื่นใบสมัคร แต่คือกระบวนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่โหดหิน ตัวอย่างต่างประเทศใช้เวลา 7–10 ปี ในการรื้อระบบกฎหมาย ล้างทุจริต เตือนหากไทยยังสอบตกเกณฑ์ธรรมาภิบาล ทั้งปัญหานิติธรรม คอร์รัปชันพุ่ง คดีฮั้วการเมือง เป้าหมายเข้าสมาชิกปี‘71 จะกลายเป็นเรื่องล้มเหลวเสียเงินงบประมาณเปล่า
รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และการคลัง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หน่วยงานรัฐจำนวนหนึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการวางแผนและรวบรวมข้อมูลตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อจะเข้าสู่การประเมินให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Cooperation and Development- OECD)
เป้าของรัฐบาลคือประเทศไทยจะต้องเข้าเป็นสมาชิกได้ในปี 2571 ระยะนี้จึงเห็นผู้บริหารหน่วยงานรัฐออกสื่อบ่อยๆ ให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยจะได้อะไรเมื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD จะยกระดับประเทศชาติขนาดไหน คนไทยได้ฟังแต่เรื่องดีๆ ว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าไปทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งในมาตรฐานทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล ฯลฯ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังงงว่าการเป็นสมาชิก OECD จะสร้างผลบวกต่อปากท้องที่เป็นปัญหาหนักหนาในปัจจุบันได้อย่างไร
โดย OECD ขณะนี้ประกอบไปด้วย 38 ประเทศ หลายคนเรียก OECD ว่าเป็น “คลับของคนรวย” เพราะสมาชิกส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นประเทศในยุโรป ในเอเชียแปซิฟิกมีแค่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ OECD จึงเป็นที่รวมของประเทศที่พัฒนาแล้วมีมาตรฐานสูงส่งทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา มาตรฐานชีวิต และธรรมาภิบาล ซึ่งขั้นตอนของประเทศไทยขณะนี้อยู่ในขั้นยื่นใบสมัครไปแล้วเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนก่อนยื่นใบสมัครก็กินเวลามาแล้วหลายปี เพราะไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะยื่นใบสมัครได้ ก่อนยื่นใบสมัครต้องมีการประเมินตัวเองเสียก่อนว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยื่นใบสมัครไหม จึงต้องใช้งบประมาณก้อนโตจ้างคนจาก OECD มาชี้แนะอบรมให้รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนจะสมัคร ต้องตอบคำถามและยื่นเอกสารมากมาย
ทั้งนี้เมื่อผ่านเกณฑ์ให้สมัครแล้ว จะเริ่มถูกประเมินจากกรรมการของ OECD รวม 25 คณะ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาอีกนานและโหดหินที่สุด เพราะเป็นการประเมินจากภายนอกไม่ใช่เราประเมินตัวเอง และแน่นอนว่าทุกขั้นตอนหมายถึงการจะต้องจ่ายเงินอีกจำนวนมหาศาลโดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าประเทศไทยจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้หรือไม่ ยังไม่รวมว่าหากโชคดีเข้าไปถึงรอบสุดท้ายได้ก็จะต้องวิ่งล็อบบี้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ให้ออกเสียงโหวตให้ประเทศไทยด้วย
รองศาสตราจารย์วิทยา กล่าวว่าการสั่งการจากนักการเมืองทำให้หน่วยงานต่างๆก้มหน้าก้มตาทำงานเอกสารมากมายกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศพร้อมกับจ่ายเงินจำนวนมากนั้น เปรียบเสมือนการวาดวิมานโดยไม่ดูว่าบ้านเมืองมีความพร้อมขนาดไหน มีความเป็นไปได้เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องมาตรฐานธรรมาภิบาล ซึ่งมีตัววัดหลายกลุ่มปัจจัย แต่ละกลุ่มก็แยกย่อยๆ ออกไปอีกมาก
อาทิ ปัจจัยหลักๆ ที่น่ากังวลมี ปัจจัยแรกคือการมีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ดี กฎหมายมีคุณภาพ มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาค กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ ข้อนี้เป็นที่เข้าใจกันดีว่าประเทศไทยมีกฎหมายมากมายจนล้น แต่มีปัญหาการบังคับใช้มาตลอด ส่งผลทำให้คนไม่เคารพและยำเกรงกฎหมายด้วยเชื่อว่าเมื่อมีเงินก็สามารถทำให้ผิดกลายเป็นถูกได้
อีกทั้งเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอต่อประชาชน ข้อมูลภาครัฐที่มีคุณภาพ และต้องสามารถอธิบายได้ว่าการตัดสินใจของรัฐนั้นมีเหตุผลอย่างไร เรื่องนี้มีปัญหามาโดยตลอด รัฐมักอ้างว่าข้อมูลเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ บางครั้งก็ให้ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจของสาธารณชน อย่าว่าแต่กับประชาชนคนธรรมดาเลย แม้การอภิปรายในสภา รัฐบาลก็มักไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลที่สังคมกังขา ตัวอย่างเช่น โครงการ AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่จนวันนี้การทำ TOR และเงื่อนไขต่างๆ ยังคลุมเครือไร้ความกระจ่าง พอมีเรื่องอื้อฉาวใหญ่ๆ เข้ามากลบ รัฐบาลก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป
รองศาสตราจารย์วิทยา กล่าวต่อว่า ความรับผิดชอบ (Accountability) ผู้มีอำนาจภาครัฐพร้อมที่จะถูกตรวจสอบมากน้อยเพียงใด กลไกการตรวจสอบทั้งภายนอกภายในมีประสิทธิภาพขนาดไหน ข้อนี้นับเป็นจุดอ่อนมากๆ บ่อยครั้งที่องค์กรภาคประชาชนออกมาตรวจสอบภาครัฐ ผู้นำและคนในรัฐบาลแทนที่จะแสดงความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ความสัมพันธ์เกี่ยวโยงตามหลักฐานที่ปรากฏ กลับขู่จะฟ้องผู้ออกมาเปิดโปง (whistle blower) แถมยกข้อกฎหมายที่แสดงเจตนาพยายามจะปิดปากภาคประชาสังคมเสียอย่างนั้น การกระทำเช่นนี้เท่ากับการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) อันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของธรรมาภิบาลตามมาตรฐานของ OECD พลอยล้มเหลวลงไปด้วยจากการกระทำของภาครัฐ
“อย่างการต่อต้านการทุจริต ข้อนี้นับเป็นความล้มเหลวที่สุดของรัฐบาลไทยในทุกยุคทุกสมัย ดูได้จากดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันหรือ CPI ของประเทศไทยที่อยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน การต่อต้านทุจริตที่ล้มเหลวเกิดจากนักการเมืองที่ไม่มีเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหานี้ ”
รองศาสตราจารย์วิทยา ยังระบุอีกว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ใช้เงินมโหฬารในระบบบ้านใหญ่ ทำให้การถอนทุนเกิดขึ้นในทุกหน่วยงานที่สมคบคิดด้วยกับเหล่าข้าราชการ ทำให้การต่อต้านทุจริตเป็นไปไม่ได้เลยในภาครัฐ จนทำให้ภาคเอกชนและประชาชนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแทน สาเหตุไม่ใช่ว่าประเทศไร้กฎหมายในเรื่องนี้ แต่กระบวนการดำเนินการตามกฎหมายขาดความจริงจัง เพราะแม้แต่หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตก็ยังมีข่าวแปดเปื้อนรับสินบน ประเทศไทยจึงล้มเหลวทั้งการป้องกัน ตรวจสอบ สืบสวน ไปจนถึงการลงโทษ ดูอย่างไรก็ไม่ผ่านมาตรฐาน OECD
นอกเหนือจากประเด็นหลักข้างต้นแล้ว เรื่องอื่นเช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความโปร่งใสทางการเมืองและการเลือกตั้ง การบริหารราชการบนพื้นฐานระบบคุณธรรม การกำกับดูแลและตรวจสอบ การถ่วงดุลอำนาจ การทำงานขององค์กรอิสระ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มีเรื่องร้องเรียนมากมาย แต่รัฐบาลก็ไม่แก้ไขอย่างจริงจัง มีปัญหาขึ้นมาทีก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวน แล้วเรื่องก็ค่อยๆ เงียบหายไปในที่สุด อย่างคดีอัปยศทั้งหลาย
“ที่ผมนึกได้ เรื่องไอ้โม่งโกงน้ำมันที่เกณฑ์รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องออกมาแถลงข่าวแล้วก็เงียบไป เรื่องการโกงสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องตึกถล่ม เรื่องอื้อฉาวของตำรวจ เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องการโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมเพื่อหวังผลทางการเมือง เหล่านี้ทำได้แค่ตั้งกรรมการสอบแล้วก็จบ ประเทศนี้จึงบริหารงานด้วยคำสั่งตั้งกรรมการให้พ้นๆ ตัว แทนที่จะใส่ใจกับคำว่าธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยกฎหมายและตัวหนังสือที่ไร้การปฏิบัติ”
รองศาสตราจารย์วิทยา กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องเลวร้ายที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่องการฮั้ว สว.ที่มีการดำเนินการเป็นกระบวนการอย่างน่าตกใจ ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหน ทำเอาทั่วโลกพิศวงปนรังเกียจที่นักการเมืองไทยใช้อุบายสร้างกระบวนการและเครือข่ายอันซับซ้อนจนสามารถฮั้วผู้สมัครและนำไปสู่การยึดสภาทั้งสภาได้อย่างน่าสะอิดสะเอียน การลงมติของ กกต. ล่าสุดยิ่งสะท้อนความพยายามในการสร้างระบอบสีน้ำเงินที่ต้องการจะยึดประเทศโดยควบคุมองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จผ่านพรรคพวกของตัวเองที่อาศัยบรรดา สว.ที่ฮั้วกันเข้ามาเป็นผู้โหวตเลือก ดังนั้น ความรับผิดชอบ ความเที่ยงตรง ความยุติธรรม และธรรมาภิบาล จึงเป็นเรื่องยิ่งห่างไกล
“เมื่อธรรมาภิบาลเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการประเมินของ OECD ปรากฏการณ์ที่ไม่ชอบธรรมนานัปการข้างต้นย่อมไม่อาจจะทำให้ประเทศไทยผ่านการประเมินไปได้ การขาดเจตจำนงต่อการสร้างธรรมาภิบาลในการเมืองและในทุกองคาพยพที่การเมืองเอื้อมมือเข้าไปถึง จะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและรอวันปะทุที่รุนแรง ผมจึงฟันธงกันตรงนี้ว่าความฝันที่จะเข้า OECD จะเป็นเพียงความฝันที่ละลายไปพร้อมกับงบประมาณก้อนโตของประเทศ เพราะแค่เงื่อนไขธรรมาภิบาลเรื่องเดียวก็ไม่อาจฝ่าฝันไปได้ด้วยเหตุผลทั้งปวง คำถามที่สำคัญในวันนี้ ไม่ใช่คำถามว่าประเทศไทยจะได้เป็นสมาชิก OECD หรือไม่ แต่อยู่ที่คำถามว่าประเทศนี้จะสะอาดสะอ้านหรือมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร และคำถามที่สำคัญสุดไปกว่านั้นคือเรามีรัฐบาลที่สะอาดและยึดมั่นในธรรมาภิบาลขนาดไหนในขณะนี้”