ชงเลื่อน ไทยเที่ยวไทยพลัส อัดงบฯ กรีนซีซั่น หนีฝุ่น PM2.5
จากกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประกาศปรับเปลี่ยนช่วงเวลาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส วงเงิน 4,000 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ
เดิมมีแผนจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2569 ขยับออกไปเป็นเดือน เม.ย. 2570 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) มีมุมสะท้อนหลากหลายจากผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในหลายภูมิภาค
ชนฤดูฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ
นายไพศาล สุขเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการผู้จัดการ โรงแรมสมายล์ ล้านนา กล่าวว่า ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นมีอัตราเข้าพัก 70-80% อยู่แล้วตามธรรมชาติ มีกิจกรรมและงานเทศกาลใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว อีกทั้งห้องพักส่วนใหญ่ถูกจองล่วงหน้าข้ามปี การอัดฉีดงบประมาณในช่วงนี้จึงไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวมากนัก
สำหรับข้อกังวลสำคัญของพื้นที่ภาคเหนือคือ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยชะลอการเดินทางจึงเสนอให้รัฐบาลจัดโครงการในช่วงกรีนซีซั่น (Green Season) เดือน มิ.ย.-ก.ย. แม้จะมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเดินทางมาบ้างแต่ก็ยังไม่เต็มพื้นที่ การกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในช่วงนี้จะปลอดภัยจากปัญหาฝุ่นควัน และช่วยกระจายรายได้ไปยังพื้นที่อื่น เช่น ทะเล พัทยา หรือเมืองทางภาคใต้ได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเข้าใจผิดเรื่องราคาห้องพัก เพราะช่วงไฮซีซั่นโรงแรมจะขายในราคาเรตปกติของช่วงเทศกาลซึ่งสูงกว่าช่วงโลว์ซีซั่น หากนำโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสมาลงช่วงไฮซีซั่น อาจทำให้เกิดข้อร้องเรียนว่าผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเพื่อรองรับสิทธิของรัฐ
ปลายปีดึง นทท.จีนทดแทน
นายไพศาลกล่าวด้วยว่า ปลายปีนี้ที่ไม่มีโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งโปรโมตมาตรการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ปัจจุบันฟื้นตัวกลับมาเพียง 30% โดยเร่งผลักดันมาตรการโปรโมต เช่น แคมเปญ “หนีห่าว” ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อดึงสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาให้ได้ถึง 50% ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มห้องพักในช่วงปลายปีนี้
น่าน ชงอัดงบฯช่วงกรีนซีซั่น
นายสมบัติ ชินสุขเสริม กรรมการผู้บริหาร โรงแรมน่านบูติคโฮเทล และโรงแรมน่านบูติครีสอร์ท กล่าวว่า ช่วงไฮซีซั่นนักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว ห้องพักส่วนใหญ่มีการจองเต็ม โครงการกระตุ้นจากรัฐในช่วงนี้อาจช่วยดันยอดการเข้าพักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 60-70% เป็น 80-90% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.-พ.ค. ของทุกปี ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างรุนแรง อัตราการเข้าพักของโรงแรมในจังหวัดน่านตกต่ำลงเหลือไม่ถึง 3-5% การเลื่อนโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสไปเดือน เม.ย. จึงเหมือนไม่มีประโยชน์ เพราะนักท่องเที่ยวคงไม่อยากเดินทางมาสูดอากาศพิษ
นายสมบัติกล่าวอีกว่า รัฐบาลควรปรับช่วงเวลาอัดฉีดงบประมาณไปลงช่วงกรีนซีซั่น เพื่อช่วยพยุงและดึงนักท่องเที่ยวล่วงหน้า ให้ผู้ประกอบการมีรายได้เข้ามาหมุนเวียน หรืออีกช่วงคือ เดือน ก.พ.-มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ หลังเทศกาล ก่อนที่จะเริ่มมีการเผาป่าและเกิดฝุ่นควัน
“ในฐานะภาคเอกชนจังหวัดน่าน อยากเสนอให้รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรร่วมมือกับสายการบิน มอบส่วนลดตั๋วเครื่องบินร่วมกับแพ็กเกจที่พัก เช่น หากนักท่องเที่ยวพักยาว 3-4 คืนขึ้นไป จะได้รับส่วนลดค่าห้องพักภาคเอกชนจังหวัดน่านคืนละ 500 บาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางในช่วงไฮซีซั่นนี้ ที่ไม่มีโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสได้ตรงจุดกว่า”
พัทยาชี้เพิ่มแรงส่งภาคท่องเที่ยว
ขณะที่นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี กล่าวว่า การเลื่อนโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ออกไปช่วยกระตุ้นการเดินทางของคนไทยในช่วงโลว์ซีซั่นได้ดี เนื่องจากตรงกับเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะคนไทยจะเดินทางมาท่องเที่ยวพัทยาในวันหยุดและเทศกาลสำคัญอยู่แล้ว การดำเนินโครงการในช่วงโลว์ซีซั่นน่าจะช่วยเพิ่มแรงส่งให้ภาคท่องเที่ยวได้มากกว่า
สำหรับโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวพัทยา แม้ตลอดทั้งปีนักท่องเที่ยวไทยมาเยือนกว่า 60% และต่างชาติ 40% แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสัดส่วนประมาณ 60-70% เนื่องจากพักระยะยาวกว่าและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ 30-40%
ไฮซีซั่นนี้อุดรฯ มีพืชสวนโลก
นายทินกร ทองเผ้า นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 1 พ.ย. 2569-14 มี.ค. 2570 มีจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ที่พักจำนวนมากถูกจองล่วงหน้าและคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง หากโครงการเริ่มใช้สิทธิในช่วงปลายปีนี้ อาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ดังนั้นการเลื่อนโครงการไปเป็นช่วงเดือน เม.ย. ถือว่าเป็นผลดีต่อจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง
ทั้งนี้ ได้เสนอให้ปรับขั้นตอนการใช้สิทธิให้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนการเช็กอินและการยืนยันสิทธิ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงโครงการได้ง่ายขึ้น
คาดเงินสะพัด 1.5 พันล้าน
ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาสผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวว่า การเก็บวงเงิน 4,000 ล้านบาท ไปใช้เดือน เม.ย. 2570 จะช่วยกระจายรายได้และพยุงผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตรงกับช่วงปิดเทอมและเริ่มเข้าสู่หน้ากรีนซีซั่น อีกทั้งช่วงไฮซีซั่นมีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติจองที่พักหนาแน่นอยู่แล้ว
สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 7,100 บาท/ทริป อัตราเข้าพักเฉลี่ย 2-3 คืนขึ้นไป ทำให้เกิดการใช้จ่ายสมทบ (Top-up) จากนักท่องเที่ยวเองอีกหลายเท่าตัว ส่วนคูปอง e-Voucher ครั้งนี้คาดว่าเม็ดเงินจะกระจายตรงไปถึงชาวบ้านให้บริการเรือนำเที่ยว ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนคาดการณ์ว่าจะดึงเม็ดเงินเข้าพื้นที่ได้ไม่ต่ำกว่า 1-1.5 พันล้านบาท
ขณะที่นายสรายุทธ มัลลัม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต กล่าวว่า หากเริ่มโครงการในเดือนเมษายน มองว่าจะเกิดประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝนหรือกรีนซีซั่น นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้มาตรการดังกล่าวกระตุ้นตลาดได้ ทั้งนี้ ไฮซีซั่นของภูเก็ต ห้องพักมีความต้องการสูงและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการอยู่แล้ว หากนำมาตรการสนับสนุนมาใช้ในช่วงดังกล่าว ผู้ประกอบการอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก